● |Fic| Can we |Part 7|

posted on 15 May 2008 01:00 by kyuhae  in Fic-Can-we

Part 7

 

 


คำสัญญากับมนุษย์เพศชายที่ชื่อโจวคยูฮยอนไม่ใช่ของที่คู่กัน

คำขอโทษก็ไม่มีให้ได้ยิน ซ้ำร้าย ยังเอาแต่พูดจาชั่วช้าให้คนฟังต้องเจ็บปวดแสนสาหัส


ทงเฮไม่ได้ตื่นเพราะนาฬิกาปลุกมาหลายวันแล้ว เขาฝันร้ายจนสะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อยๆแล้วก็ไม่เคยข่มตาให้หลับในช่วงเวลาที่เหลือได้เลย เสียงกริ่งของนาฬิกาเรือนเดิมยังคงทำหน้าที่ของมัน ร่างบางเพียงแค่หันไปอ่านเวลาจากเข็มสั้นและยาวที่ทำมุมป้านต่อกัน แล้วจึงค่อยๆเลิกผ้าห่มออกจากตัว หย่อนปลายเท้าจนสัมผัสกับพื้นเย็นเฉียบ

ปวดหัว

อีทงเฮรู้ว่าอาการปวดหัวเพราะความเพลียเป็นอย่างไร แต่ที่เขากำลังเป็นอยู่นี้มันไม่ใช่ ทั้งเวียนหัว ปวดหัวแล้วก็เมื่อยล้าไปทั้งตัว แตะหลังมือเข้ากับหน้าผากยังรู้ว่ามันรุมๆ

คนตัวเล็กทิ้งไออุ่นไว้ตรงขอบเตียงซักพัก ปลายนิ้วบีบคลึงกับขมับจนเมื่อมั่นใจว่าจะลุกได้โดยไม่วูบแล้วจึงค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้น เขาคิดถึงยาแก้ปวดเป็นอันดับแรกและอันดับสองที่คิดได้ก็คือต้องเดินไปหามัน

เสียงนักข่าวจากโทรทัศน์จอยักษ์ดังแว่วเข้าหู แต่ทงเฮไม่นึกสนใจ ยิ่งกับเจ้าของห้องที่นั่งจิบกาแฟอยู่ตรงโต๊ะทานข้าวยิ่งไม่อยากจะเก็บมาคิดแม้เพียงเสี้ยวขี้เล็บ ขาเล็กก้าวเกร็งจนเข้าไปในห้องครัวได้สำเร็จ แล้วหลังจากนั้น....โจวคยูฮยอนถึงคิดจะมองตาม

เม็ดยารสขมเข้าไปนอนรออยู่ในโพรงปากแล้วแต่มือบางยังควานหาแก้วน้ำไม่ได้เลย อีทงเฮฝืนกลืนมันทั้งที่ขมปร่าไปหมดและพยุงตัวเองไว้กับเค้าน์เตอร์ทำครัว หายใจเข้าลึกๆสองสามครั้งแล้วจึงเริ่มต้นควานหาแก้วน้ำอีกครั้ง

เพล้ง!!

“อ้ะ!!” เสียงเล็กอุทานลั่นเมื่อเศษแก้วแตกกระจายบนพื้น เขารีบทรุดตัวเพื่อเก็บมันจนพลาดไปสะกิดโดนคมของมันเข้า เลือดข้นไหลซึมออกจากปากแผล ทงเฮกดบาดแผลตรงฝ่ามือไว้และรีบล้างมันด้วยน้ำเปล่า จากนั้นก็พันผ้ากอซพอลวกๆ และฝืนเก็บของมีคมวาวใสจนเรียบร้อย

เสียงดังขนาดนี้...แต่โจวคยูฮยอนก็ไม่แม้จะเยี่ยมหน้าเข้ามาดูมาแล
ใจร้าย...ใจร้ายที่สุดเลย!

 

ช่วงเช้าที่เวลาเดินช้ากว่าทุกวันดำเนินมาถึงมื้อเช้าที่อีทงเฮฝืนทำมันทั้งที่ใกล้วูบเต็มทน เขาวางถ้วยซุปไว้ที่มุมหนึ่งซึ่งคยูฮยอนมักจะนั่งเป็นประจำและเลื่อนถ้วยของตัวเองไปยังฝั่งที่ไกลออกไปที่สุด คยูฮยอนเหลือบตามองคนตัวเล็กเลยไปถึงผ้าพันแผลที่ฝ่ามือ

คิดว่าไม่เป็นห่วงหรืองัย
แต่จะทำอะไรได้ ก็ฉันไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์จะทำแบบนั้น

คยูฮยอนก้มหน้าก้มตาทานซุปแม้จะรู้ว่าไม่ได้รับรู้ถึงรสชาติของมันเลย เห็นอีกคนต้องทานซุปอย่างทุลักทุเลเพราะต้องใช้มือซ้าย แล้วมันก็อดที่จะถือวิสาสะไม่ได้

ก็ยอมรับว่าใจร้าย
ก็ใช่
แต่มันก็ห่วงเป็นเหมือนกันล่ะวะ!!

คนตัวสูงลุกพรวดออกจากที่นั่งตัวเองจนขาเก้าอี้เสียดสีกับพื้นดังเอี๊ยดอ๊าด ใบหน้าซีดเซียวส่อแววตื่นตระหนกจนช้อนกระเบื้องในมือหลุดลงจมปุ๊กกับซุปอุ่นๆ

คยูฮยอนดึงเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้อีทงเฮที่สุดแล้วคว้าเอาช้อนคันนั้นขึ้นมา เขาใช้ดวงตาดำสนิทบังคับให้ดวงตาสีชาหันกลับมาสบกัน “ฉันป้อน”

“ไม่ต้อง!”

“อีทงเฮ....แต่มือนายเจ็บอยู่นะ”

“ฉันอิ่มแล้ว!!อ้ะ!” คยูฮยอนใช้มืออีกข้างรั้งข้อมือบางไว้และออกแรงดึงคนที่กำลังจะลุกหนีให้กลับมานั่งแปะลงกับเก้าอี้ ทงเฮอยากจะหนีแต่รู้ดีว่า แค่คิดจะทำ...ผลที่จะได้รับกลับมามันจะทำให้หัวใจต้องเจ็บปวดมากมายแค่ไหน จึงต้องยอมนั่งนิ่งๆให้คยูฮยอนง้างปากด้วยช้อนกระเบื้อง

โดยมีพันธนาการเป็นแววตาเฉียบคมคู่นั้น

 


สายลมอุ่นพัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้พลิ้วไหวราวเต้นระบำ เกสรฟูนุ่มปลิดปลิวเล่นล้ออย่างนึกสนุก อีทงเฮยิ้มบางก่อนจะหลับตาลงให้สัมผัสอุ่นที่หล่อเลี้ยงแก้มใสอบอุ่นไปถึงข้างใน หัวใจที่ฟีบแฟ่บคล้ายจะพองตัวขึ้นอย่างช้าๆ

..อย่างน้อยคยูฮยอนก็ยังเป็นห่วงเค้า..

เหมือนต้นไม้เหี่ยวแห้งที่เพิ่งโดนสายน้ำเย็นฉ่ำ อาจจะตื่นกลัวกับสิ่งที่กลับมากะทันหันแต่ก็อิ่มเอมใจอยู่ลึกๆ

ยอดหญ้าสีเขียวสดเอนเอียงตามแนวลม

ทงเฮหยุดสายตาไว้ที่อีกฝั่งหนึ่งของสวนไม้กว้างขวางแห่งนี้ โจวคยูฮยอนในบุคลิกประจำตัว นิ่งขรึม และตั้งใจกับการทำงาน คือสิ่งที่เขาไม่สามารถละสายตาไปไหนได้ ก็แค่เค้าทำดีด้วยนิดๆหน่อยๆ ไอ้เรื่องที่เคยถือโทษโกรธเคืองก็ปลิวหายเหมือนกับใบไม้แห้งที่ทอดทิ้งกิ่งของมัน

อีทงเฮไม่เคยเข็ดหลาบ
ถ้าต้องเจ็บอีกก็คงโทษใครไม่ได้


ทงเฮสลัดหัวแรงๆไล่ทั้งความคิดบ้าบอ ไล่ทั้งภาพของโจวคยูฮยอนในกรอบสายตา แต่มันกลับทำให้อาการปวดหัวตุ่บวิ่งกลับเข้ามาสิงสถิตแทน คิ้วเล็กร่นเข้าหากันเพราะอาการปวดที่ทวีความรุนแรงเป็นสองเท่าของเมื่อเช้า แสงแดดจัดจ้าละหน้าที่จากการทำให้ท้องฟ้าเป็นสีครามสดใสเพื่อมาทำให้โลกของอีทงเฮหมุนเคว้ง มือบางข้างหนึ่งกุมซีกหน้าด้านซ้ายส่วนอีกข้างก็ยันขอบม้านั่งเพื่อทรงตัว ปลายนิ้วเท้าจิกเข้ากับพื้นรองเท้าจนปวดระบม

ปวดหัวจังเลย

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่คนตัวเล็กรับมือกับแรงกดที่พร้อมใจกันส่งมาให้ศีรษะทุยนั้น อีทงเฮหลับตาแน่น ก่อนที่สายลมเย็นๆจะวูบผ่านพร้อมกับความปวดระบมที่ทุเลาลง

ทงเฮเงยหน้ามองกองถ่ายละครตรงหน้าอีกครั้ง และเมื่อเห็นว่าทุกอย่างยังคงดำเนินเป็นปกติจึงตัดสินใจลุกช้าๆ และกำหนดจุดมุ่งหมายของปลายเท้าไว้ที่ร้านขายยา

 


“ทำอะไรอยู่ครับ ผมคิดถึงคุณจัง” ซีวอนมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือพร้อมกับกัดริมฝีปากล่างอย่างชั่งใจ ก่อนจะเสกให้นิ้วหัวแม่มือทำหน้าเป็นยางลบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยการกดลบประโยคสุดท้ายออก

คิดถึง...ผมใช้คำนี้กับคุณได้รึยังนะ ทงเฮ

แต่ไม่ทันไรไอ้นิ้วแท่งเดิมมันก็ผันตัวเองมาเป็นแป้นพิมพ์ไฮเทคด้วยการพิมพ์ประโยคเดิมซ้ำไปอีกครั้ง คราวนี้ซีวอนยิ้มกว้าง และเลื่อนนิ้วกดส่งข้อความไปยังหมายเลขซึ่งเมมโมรี่ไว้ว่า

My tiny boy
คนตัวเล็กของผม

 

“อ้ะ!” คนตัวเล็กสะดุ้งจนเผลอทำให้ความคิดฟุ้งซ่านฟุ้งกระจายไปรอบทิศทาง อีทงเฮเหลือบตามองผู้ชายข้างๆอย่างหวาดระแวงแล้วจึงล้วงเอาเจ้ามือถือที่ส่งเสียงครืดคราดออกจากกระเป๋ากางเกง

ทงเฮเปิดอ่านข้อความทั้งที่เกร็งไปทั้งตัว ..ไม่รู้จะกลัวเกรงอะไรนักหนา ก็แฟนตัวเองส่งเมสเสซมา มันใช่เรื่องผิดกฎหมายด้วยหรือ?...

“ค่อยยังชั่วรึยัง?”

“หา?”

คยูฮยอนเบนสายตาไปที่มือข้างขวา เขาถึงได้รู้ว่าสภาพของมันตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากม้วนทิชชูที่ลุ่ยออกจากกัน ดวงตากลมสีจางเหลือบมองจนตัวสูงกว่าหวั่นๆและพยายามเก็บมือไว้ข้างหลัง กระนั้นก็ไม่ทันคนมือไวอยู่ดี

“แค่ดูแลตัวเองก็ยังทำไม่ได้”

ฉันถึงถูกนายรังแกงัย..โจคยู

ดวงหน้าซีดราวถูกโลหิตที่เคยหล่อเลี้ยงทอดทิ้งเงยหน้าสบตาเขาอย่างตัดพ้อ ทงเฮก็ไม่รู้ตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่มือข้างขวาถูกครอบครองไว้ด้วยมืออุ่น คยูฮยอนแกะผ้ากอซเบามือและใช้ปลายนิ้วลูบวงนอกของบาดแผลเบาๆคล้ายปลอบประโลม

คราวนี้จะมาไม้ไหนอีกล่ะ?

 “ได้ซื้อผ้ากอซอันใหม่มารึเปล่า” เขาคงเห็นถุงยาในมือของอีทงเฮจึงถาม แต่คนตัวเล็กที่คงจะไม่ได้ฟังคำถามกลับจ้องตาเขาไม่กะพริบ ยังผลให้หัวใจของโจวคยูฮยอนปวดแปลบขึ้นมาดื้อๆ...ก็สายตาแบบนั้น ก็สิ่งที่ถูกส่งมานั้น…

มันกำลังทำให้โจวคยูฮยอนกลายเป็นคนเลว


“ไม่ได้ยินที่ฉันถามหรืองัย?!”

“เลิกยุ่งกันฉันเถอะ” ทงเฮสะบัดมือทิ้ง ก่อนจะหันหลังให้ร่างสูง

“แล้วนายล่ะ เลิกยุ่งกับฉันได้รึเปล่า อีทงเฮ?”

“เลิกไม่ได้หรอก” ทงเฮตอบทันควัน

“เพราะว่านายเป็นผู้จัดการฉัน อย่างนั้นใช่มั๊ย?”

ทงเฮยิ้มหยันให้ตัวเอง “มันเป็นเพราะว่าฉันรักนายต่างหาก”

“รักฉัน แต่ไปคบกับไอ้ซีวอนอย่างนั้นน่ะเหรอ อีทงเฮ!!” คยูฮยอนกัดฟันพูดอย่างขมขื่น

“ก็เค้ารักฉันนี่...”

“แล้วฉันล่ะอีทงเฮ!!! ฉัน.........”

Rrrrrrrrrrrrr!!

ทงเฮยกโทรศัพท์ในมือขึ้นดูและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว โอกาสไม่เคยมีให้สำหรับคนที่ชื่อโจวคยูฮยอนเสมอ เขาเกลียดโอกาสเพราะมันไม่เคยทำให้เขาได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปได้เลย!!!


ฉันก็รักนาย อีทงเฮ!!!!!!

 


“คุณทงเฮฮะ.....คุณทงเฮ............”

“ค..ครับ??” คนที่เพิ่งสติหลุดลอยกลับมาทำตาเลิ่กลั่กใส่คนอายุเท่าๆกันตรงหน้า

“ผมถามว่า สัปดาห์หน้าคยูฮยอนมีคิวว่างจากไลฟ์วันไหนบ้างน่ะฮะ”

“อ่อ................” ทงเฮก้มลงเปิดแฟ้มในมือช้าๆ พยายามกวาดสายตามองลงไปทั้งที่มันเลือนรางไปหมด เหมือนฟิล์มของภาพยนตร์เก่าๆที่ใช้งานจนสาหัสและเกิดเป็นภาพทับซ้อน

 

“โจคยู รอฉันด้วยสิ!!” เหมือนโลกทั้งใบกำลังจะปลดเขาออกจากการเป็นมนุษย์ ตัวมันเบาทั้งที่สมองหนักอึ้ง อีทงเฮฝืนก้าวเท้าไปข้างหน้าให้มั่นคงที่สุดทั้งที่ไม่มีแม้เรี่ยวแรงแม้จะขยับกล้ามเนื้อเพียงปลายนิ้ว

ปวดหัว...ปวดหัวอีกแล้ว

“โจคยู........” ร่างเล็กโค้งตัวต่ำเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายซักพัก หลับตาจนโลกทั้งใบมืดมิดแต่ยังก้องไปด้วยเสียงโหวกเหวก “โจคยู........รอ...ฉันด้วย” ภาพวันแรกของการทำงานโถมกลับราวลูกคลื่นซัดสาดผืนทรายจนแหวกเป็นทาง ทงเฮเงยหน้าขึ้นและพยายามวิ่งตามแผ่นหลังกว้างให้ได้เหมือนวันนั้น


แต่มัน..เหนื่อยเหลือเกิน

 


“วันนี้ฉันอยากกินมยอลชีโพกึมฝีมือนาย” โจวคยูฮยอนตัดสินใจประกาศความต้องการของตัวเองเพื่อทำลายความเงียบที่กินเวลามาตั้งแต่ออกจากบริษัท ทงเฮไม่ได้หันไปดูคนข้างๆเพราะกลัวจะสู้สายตาไม่ไหวจึงได้แต่นิ่งเงียบ จนคนเอาแต่ใจเหยียบเบรกจนลั่นลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าชื่อดังนั่นแหละ ทงเฮจึงได้ตระหนักว่า เขาไม่มีหนทางปฏิเสธผู้ชายที่ชื่อโจวคยูฮยอนได้เลย

“ฉันเหนื่อย...”

ปึง!!

คยูฮยอนกระแทกประตูดังปึง หลังจากที่ทิ้งสายตาแปลกๆไว้ให้กับทงเฮ


ซุปเปอร์มาร์เก็ตเดิม ห้างเดิม ชั้นวางก็วางของในที่เดิมๆ แต่ทำไมความรู้สึกของทงเฮมันไม่เหมือนเดิม วันนั้นเขายังส่งเสียงโหวกเหวกด่าโจวคยูฮยอนอยู่เลย วันนั้นเขายังต้องเดินตามคยูฮยอนต้อยๆธรรมดาคนไม่ประสีประสา วันนั้นแม้จะเคืองคยูฮยอนเรื่องหอบของหนักแค่ไหน ทงเฮก็ยังมีสายตาค้อนๆไว้ให้กับคยูฮยอน

แล้ววันนี้ล่ะ??


ฐานะระหว่างเราสองคนมันเปลี่ยนไปงั้นหรือ?
วันนั้นเป็นผู้จัดการกับนักร้อง
แล้ววันนี้เราเป็นอะไรกัน??


“คอนเฟล็กซ์ที่เรากินประจำมันยี่ห้ออะไรนะ”

“ฮะ?”

“หมายถึง.....ที่นายเอามาให้ฉันกินน่ะ” คยูฮยอนแก้ประโยคด้วยการหลบสายตา ทงเฮเงยหน้าขึ้นมองชั้นวางข้างๆ และไล่สายตาตั้งแต่ชั้นบนสุดลงมา

กล่องสีแดงนั่นเหรอ?
หรือว่าสีน้ำเงิน?
เหลือง?
สีอะไร ทำไมมันปนกันให้มั่วไปหมดแบบนี้นะ???


“แบบนี้มั้ง?” คอนเฟล็กซ์กล่องสีน้ำเงินถูกฉกไปจากมือก่อนที่มันจะเจ็บตัวเพราะฝีมือการโยนของคนตัวสูง จากนั้นเพื่อนของมันอีกหลายกล่องก็ทยอยกันมานอนกลิ้งเป็นเพื่อน

“เหลือปลาใช่มั๊ย?”

พูดจบคยูฮยอนก็เดินนำไป แต่อีทงเฮเดินไม่ไหว เหมือนโลกมันเอียงกระเท่เร่ ร่างเล็กยืนนิ่งทั้งที่มั่นใจว่ามันคงไม่ได้นิ่งอยู่แน่ๆ มันคงจะโงนเงนเหมือนคนใกล้ล้ม

“อีทงเฮ จะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานมั๊ย!!”

ทงเฮฝืนลืมตาขึ้นมา รู้ว่าใครเป็นเจ้าของประโยคนั้นแต่กลับไม่สามารถมองให้เห็นสีหน้าตอนที่โจวคยูฮยอนพูดมัน-ผ่านม่านหมอกขาวขุ่นนี่ได้เลย กระนั้น...เขาก็ไม่ละความพยายามที่จะเดินไปทางบุคคลนั้นให้เป็นปกติที่สุด เพราะมันไม่ควรเลย...ที่จะให้คนอย่างคยูฮยอนรู้ว่าเขากำลังอ่อนแอ

ไม่ควร

 

คยูฮยอนอาสาหิ้วสารพัดถุงพลาสติกโลโก้ห้างฯดังย่านคนมีกะตังค์เสียเต็มมือ แต่แทนที่ทงเฮจะนึกแปลกใจ เขากลับนึกสังเวชใจ...ก็คยูฮยอนนึกอยากจะทำดีอะไรกับเขาตอนนี้

ในเมื่อเขาทำลายทุกอย่างเองกับมือ
แล้วจะทำดีกับทงเฮตอนนี้ ให้มันได้อะไรกัน!!


ทงเฮเดินเลี่ยงไปนั่งรอที่ฝั่งข้างคนขับตอนที่คยูฮยอนกำลังลำเลียงสัมภาระไปยังช่องเก็บของท้ายรถ เขาเสหน้าไปทางกระจกอย่างรวดเร็วเมื่อประตูฝั่งของคยูฮยอนเปิดออก

คยูฮยอนออกรถด้วยแรงกระชาก โชคดีที่ทงเฮคาดเข็มขัดจนเป็นนิสัยเพราะไม่อยากให้ลมหายใจซึ่งสามารถลวกหัวใจของเขาได้นั้นมารินรดอยู่ใกล้ๆ


“คิดอะไรอยู่?”

“ฉันจำเป็นต้องรายงานความคิดให้นายฟังด้วยหรือ?”

“ก็ไม่จำเป็น ฉันก็แค่อยากรู้”

“อยากรู้ ก็ต้องรู้ให้ได้งั้นสินะ”

“กำลังคิดเรื่องไอ้งั่งนั่น.......”

“ห้ามเรียกซีวอนแบบนั้นนะ!!”

คยูฮยอนหักพวงมาลัยเข้าเทียบฟุตบาทกะทันหันจนดวงตากลมโตเบิ่งกว้างจนแทบถลน อีทงเฮเสือกตัวเองเข้าชิดประตูรถหรือเรียกอีกอย่างก็คือ ทงเฮแทบจะมุดผ่านแผ่นเหล็กได้หากเขาเป็นแค่วิญญาณ

“ทงเฮ...” ทั้งที่รู้ว่าหากเรียกแล้วไม่หันสิ่งที่จะเกิดต่อไปคืออะไร แต่อีทงเฮก็ไม่เคยจำ คยูฮยอนใช้ฝ่ามือหนารั้งร่างบางให้หันเข้าหาตัว แต่ไม่ได้กระชาก ในมือทงเฮอยากจะติดอยู่กับกระจกรถแบบนั้นเขาก็จะตามใจ คยูฮยอนออกแรงกดร่างของทงเฮให้แนบติดไปกับกระจกใสจนชาไปทั้งแผ่นหลัง

“รักมันมากงั้นสิ....? ฮึ?”

“ฉันเคยบอกไปแล้วว่าฉันรักใคร คยูฮยอน”

“ก็ดีนะ.......” คยูฮยอนบีบบังคับนัยน์ตาสีชาที่พยายามหลีกหนีให้กลับมาประจันกัน ...หลบสายตาทำไมอีทงเฮ บอกรักฉันแล้วหลบสายตาทำไม??

“คำว่ารักของนาย มันมีค่าเท่าไหร่ อีทงเฮ...นายถึงได้พูดมันออกมาได้ง่ายขนาดนี้..........อยู่กับมัน ก็คงบอกว่ารักมันงั้นสิ หือ???!!!”

“ไม่รู้สิ...ฉันคงใช้ความเจ็บปวดซื้อมันมาก็ได้มั้ง”

คยูฮยอนลดกำลังจากปลายนิ้วทั้งสิบและปล่อยตัวทงเฮออก วันนี้เขาไม่เห็นน้ำตาของอีทงเฮ....มันหมายความว่ายังงัย??

อีทงเฮหมดน้ำตาที่จะร้องไห้ให้กับคนอย่างเขาแล้วใช่มั๊ย???

“ฉัน.....” แต่เป็นเขาต่างหาก คยูฮยอนเองต่างหากที่กำลังจะร้องไห้ “ฉัน.............”

ดวงหน้าหวานเบนหนีไปทางกระจกใสอีกครั้ง อีทงเฮหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน...พอทีเถอะ อย่าพูดอะไรที่มันจะทำร้ายฉันไปมากกว่านี้เลย

“ไม่ขอฟังคำที่นายจะพูดได้มั๊ย? ฉันรู้สึกไม่พร้อมเลย”

 


ซีวอนมาจอดรถรอทงเฮตั้งนานแล้ว โทรศัพท์หาก็ไม่ยักจะรับสาย ตอนนี้สีหน้าของเขาก็เลยไม่ต่างไปจากคนป่วยซักเท่าไหร่

ทงเฮ!!

ใจของเขาตะโกนลั่นเมื่อ Lexus คันหรูที่ทั้งบริษัทรู้ว่าคยูฮยอนเป็นเจ้าของเยี่ยมหน้าเข้ามาในลานจอดรถ ซีวอนไม่รอช้าที่จะสาวเท้าเข้าไปหาไวๆ เห็นเงาคนนั่งมีอยู่สองคน..คงเป็นทงเฮไม่ผิดแน่


แต่ทว่า รถก็จอดนานแล้วแต่ไม่มีวี่แววว่าคนในรถจะโผล่ออกมาเลย..


คยูฮยอนดับเครื่องยนต์ เขาใช้คอนโซลเป็นจุดวางสายตาไว้ครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนมันให้เป็นซีกหน้าด้านซ้ายของอีทงเฮ ปลายจมูกโด่งรั้นและแพขนตายาวพร้อมใจกันต้องแสงจันทร์จนทอดเงาลงบนผิวแก้ม ปลายเส้นผมสีน้ำตาลกำลังหลับใหลเรี่ยลำคอระหง อีทงเฮ...นายคงไม่ได้แกล้งหลับหรอกนะ

จมูกโด่งเป็นสันบรรจงถ่ายทอดลมหายใจให้กับผิวขาวซีด และแม้ว่ามันจะอุ่นกว่าวันแรกที่ได้สัมผัส...แต่เสน่ห์ของมันยังเหมือนเดิม มันยังเจือไว้ด้วยกลิ่นแป้งเด็กที่หอมอ่อนๆแต่ตราตรึงทุกลมหายใจจนแทบหยุดนิ่ง


อีทงเฮครางเบาๆจนคยูฮยอนสะดุ้งรีบผละตัวออกมา แพขนตาบนและล่างแยกจากกันอย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนที่ลูกแก้วสุกใสจะกลอกมองไปจนรอบ...ถึงแล้วเหรอ?

ทงเฮสะดุ้งเมื่อเสียงปิดประตูที่ดังสนั่นดังมาจากอีกฝั่ง เมื่อมองตามก็ต้องยู่ปากอย่างไม่ต้องสงสัย...โจคยูเจ้าอารมณ์คนเดิม

ดีหน่อยที่วันนี้พ่อนักร้องไมค์ฝังเพชรเค้านึกครึ้มอกครึ้มใจอยาก-ทำดีเมื่อวันที่สายกับทงเฮ- คนตัวเล็กก็เลยไม่ต้องมาตาลีตาเหลือกกับสัมภาระมากมายที่ขนกันมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ต

“ทงเฮ!!!”

เจ้าของชื่อหันขวับแล้วก็เจอเข้ากับคนตัวสูงที่สูงกว่าคยูฮยอนเสียอีก ดวงตาเบิกกว้างคล้ายจะไม่เชื่อสายตา “ซีวอน คุณมาถึงเมื่อไหร่”

ซีวอนเหลือบมองคยูฮยอนที่กำลังส่งสายตาที่ไม่มีใครพึงประสงค์มาให้ ก่อนจะสาวเท้าและรวบถุงพลาสติกในมือเล็กมาเป็นของตัวเอง “ไม่นานหรอกครับ เพิ่งมาถึง...ผมช่วยนะ”

“ไม่ใช่เรื่องของนาย นั่นมันมื้อค่ำของเรา”

“อ้อ....แต่นี่แฟนผมเป็นคนถือ คนเป็นแฟนกันจะช่วยถือของให้กันแค่นี้ มันหนักหัว..เอ่อ....มันผิดตรงไหนเหรอครับ คุณคยูฮยอน”

คยูฮยอนแค่นยิ้มอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า “คงจะไม่ได้เป็นแค่ในนามหรอกนะ”

ทงเฮกระตุกแขนซีวอนเอาไว้ทันทีที่คยูฮยอนทิ้งเสียงหัวเราะหึพร้อมกับก้าวฉับๆเข้าไปยังตัวคอนโดฯก่อน คนตัวเล็กก้มหน้าคล้ายคนรู้สึกผิดจนซีวอนชักใจไม่ดี

แล้วไอ้กับภาพที่เขาเห็นในรถเมื่อกี้อีกล่ะ??

มันจะตีความไปได้ซักกี่ทางกัน!!!

 


ยังกับห้องกว้างๆนี้เป็นถ้ำแล้วสองคนนั่นเป็นเสือเลย

ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องโดยมีเชวซีวอนติดสอยห้อยตามมาด้วย ก็ยังไม่มีวินาทีไหนที่ทงเฮจะไม่ได้ยินเสียงพวกเค้าสองคนกระแนะกระแหน หรือพูดจาเสียดสีกัน

ก่อนที่จะฟุ้งซ่านมากกว่าเดิม อีทงเฮตบตูดความคิดทั้งหมดให้เข้ามาช่วยเขาทำอาหารเย็น และพยายามสั่งงานให้พวกมันทำโน่นทำนี่ ทงเฮอยากหมกมุ่นกับปลาทอดมากกว่าคำพูดจาไม่น่าฟังของโจวคยูฮยอนและเชวซีวอน

อย่างน้อยปลามันก็ส่งกลิ่นหอมน่ากิน
แต่ไอ้คำทะเลาะเบาะแว้งนั่นมีแต่จะส่งกลิ่นชวนสะอิดสะเอียน


แต่สงสัยว่าชาติที่แล้วทงเฮคงจะทำบุญกับสุภาษิตที่ว่า –ยิ่งเกลียดยิ่งเจอ- ซักพันเล่มกระมัง มันถึงได้เวียนมาพบปะกันบ่อยเหลือเกิน

“มีอะไรให้ช่วยมั๊ย ทงเฮ??”

“เห???”

“นายอย่ายุ่งจะดีกว่า ฉันไม่อยากเสียเงินค่าซ่อมครัว” ทงเฮมองหน้าคยูฮยอนเคืองๆ

“คนเค้ามีน้ำใจอยากช่วย นายก็ยังไปว่าเค้า นายนี่มัน..มองโลกในแง่ร้ายที่สุดเลย”

“อะไรนะ อีทงเฮ!!! ตอนที่ฉันบอกจะช่วย นายกลับบอกไม่ต้อง แล้วพอไอ้หมอนี่.....”

“ผมเป็นนักร้อง!!” ซีวอนแก้ คยูฮยอนหัวเราะเหอะแล้วก็ต่อว่าทงเฮต่อไม่มีอาการสะทกสะท้าน

“พอไอ้หมอนี่มันเสนอหน้าเข้ามา นายก็ยิ้มระรื่นชื่นบาน เชิญชวนเข้ามาใหญ่ หนำซ้ำยังหาว่าฉันเป็นพวกโลกทัศน์แคบมองคนในแง่ร้าย??”

ทงเฮขมวดคิ้วมองคนนิสัยเด็กที่เด็กๆไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างแล้วก็พองลมเต็มแก้ม “นายอย่ามาปัญญาอ่อนน่าคยูฮยอน ก็แค่ช่วยทำครัว พวกนายเล่นอะไรกันอยู่เนี่ย!!”

“ให้ผมช่วยนะ” ซีวอนคว้าเอามีดสั้นที่วางอยู่ไปจัดแจงหั่นผักที่ถูกหั่นค้างไว้บนเขียง แต่คยูฮยอนคว้าเอาท่อนแขนทงเฮแล้วออกแรงลาก

“มาสอนฉันทอดไอ้ปลานี่หน่อยสิ”

ซีวอนหันขวับ ไม่รอช้ามือยาวนั่นก็เอื้อมมาดึงแขนอีกข้างของทงเฮเอาไว้ได้ “อยู่ช่วยผมหั่นผักพวกนี้ดีกว่าครับ”

“จะไปช่วยมันทำไม ทงเฮ นายจะทำมื้อค่ำให้ฉันกินไม่ใช่เหรอ?”

“แต่ทงเฮเป็นแฟนผม คุณไม่มีสิทธิ์...”

“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์!!” คยูฮยอนกำรอบแขนบางไว้จนทงเฮรู้สึกเจ็บ “เค้าเป็นผู้จัดการของฉัน”

“โจวคยูฮยอน!!”

“เชว-ซี-วอน”

“พอได้แล้ว!!! ทั้งคู่นั่นแหละ!!!!!” เวลาที่ความอดทนหมด มันก็จะขาดผึงเป็นเสียงตะโกนลั่นแบบนี้แหละ ทงเฮมองสลับระหว่างคนทั้งคู่ก่อนจะแกะมือของคยูฮยอนออกก่อน “นายน่ะ รอทานอย่างเดียวก็พอ” เขาหันไปทางซีวอนบ้าง “ส่วนคุณ ไม่ต้องเหนื่อยช่วยฉันหรอก แค่นี้ฉันจัดการได้”

“แต่ว่า....”

“ขอร้องล่ะ”

“ทงเฮไล่แล้วก็ไปซะสิ”

“นายด้วย คยูฮยอน” ทงเฮว่า ก่อนจะเดินเลี่ยงออกมาจากสนามชักเย่อของสองเสือ และเทความตั้งใจทั้งหมดไปที่มื้อเย็น เงียบเสียงทะเลาะของคนทั้งคู่พร้อมๆกับเสียงฝีเท้าที่ค่อยๆลับหายไป อีทงเฮถอนหายใจเฮือกใหญ่พลันความรู้สึกปวดหัวตึ่บก็เวียนกลับมาทักทายอีกครั้ง

 

ทงเฮจัดวางอาหารเย็นอย่างเป็นระเบียบน่ารับประทาน แล้วถอดผ้ากันเปื้อนออกเนือยๆ

“ทงเฮ.....” คนถูกเรียกแผ่วที่ปลายหูหันไปทางเสียงทุ้มนั้นช้าๆ “ไปหาข้าวกินข้างนอกเถอะ”

“อืม ไปสิ” มือนุ่มถูกกุมไว้ด้วยฝ่ามือที่ใหญ่กว่าเกือบสองเท่า ซีวอนจูงทงเฮออกจากห้องครัวผ่านรัศมีสายตาของคยูฮยอน

“จะไปไหน??”

“....” ทงเฮกำลังจะตอบ แต่ซีวอนตัดหน้า

“เราก็จะออกไปหาอะไรทานตามประสาคนรักกัน ไม่ทราบว่าคุณมีอะไรจะใช้ทงเฮอีกหรือครับ?”

คยูฮยอนไม่ได้ตอบ เขาปล่อยให้ผู้ชายคนนั้นจับจูงมือของทงเฮแล้วเดินออกไป เขาปล่อยให้มือของอีทงเฮตกอยู่ในสิทธิ์ของผู้ชายคนนั้น

รู้ถึงความโง่ของตัวเองหรือยังล่ะ โจวคยูฮยอน

 


“โว้ยยยยยยยยยยยยยย!!!”

ข้าวของที่ถ้าเอาราคาของมันมาบวกทบกันแล้วทงเฮคงจะไม่มีปัญญาหาซื้อใช้เค้าได้ภายใน 1 เดือนถูกคยูฮยอนเขวี้ยงอย่างไม่สนใจในทิศทางและมุมการแตกกระจายเลยซักนิด

หยดน้ำร้อนผะผ่าวกลิ้งตัวตามแนวแก้มสะท้อนกับไฟสีนวลตาคล้ายอัญมณีเม็ดเล็ก มันร่วงตามแรงโน้มถ่วง..ทิ้งตัวลงสู่พื้น

เขาสูญเสียมัน....เหมือนที่กำลังสูญเสียอีทงเฮ


ใช่...วันนี้ นาทีนี้ วินาทีนี้ โจวคยูฮยอนกำลังร้องไห้....................

 

 

ทำไมเขาถึงได้คิดถึงบ้านหลังเก่าๆเล็กๆหลังนั้นมากกว่าคอนโดมิเนียมหรูสูงเสียดฟ้านะ?

ทั้งที่คนเกือบค่อนโลกทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำก็เพื่อเงิน..เงินที่จะใช้แสวงหาสิ่งที่จะทำให้ชีวิตเป็นอยู่ดีขึ้น จะได้ไม่ต้องมานอนคุดคู้ในพื้นที่แคบๆให้ไม่สบายตัว แต่ทงเฮที่ได้มันมาแล้วกลับไม่ต้องการเลยซักนิด

ไม่รู้สิ...อย่างที่เค้าว่ากันมั้ง

‘คับที่อยู่ได้ แต่คับใจน่ะอยู่ยาก’


“คิดอะไรอยู่เหรอ?” ทงเฮก้มหน้าลงมากกว่าเดิม โกหกตัวเองว่ากำลังลุ้นว่าไอ้ผ้าใบเก่าๆนี่มันจะประจานหัวแม่เท้าเมื่อไหร่

“เรื่อยเปื่อย...”

“อยากกลับรึยัง?”

“ยัง” คนตัวเล็กเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโต ริมฝีปากสีแดงขยับเบาๆ “อยากขับรถ”

 


“พอได้แล้วน่า!!”

ไม่ได้นึกสงสารไอ้รุ่นน้องไม่เอาถ่านคนนี้นักหรอก แต่ไอ้ที่สงสารน่ะเห็นจะเป็นแก้วเหล้าพวกนั้นต่างหาก  ก้นมันจะสึกเอามั๊ยเนี่ย??

นั่นงัย ไม่ทันขาดคำ คยูฮยอนก็กระแทกกระทั้นแก้วบรั่นดีในมือเสียจนเขาต้องซี๊ดปากเสียวว่าถ้ามันแตกแล้วจะใจร้ายไปบาดเอาเลือดใครมาสังเวยเข้า

“พูดมาเลยดีกว่าม้ะ ฉันเสียดายตังค์แทนแกหว่ะ ไอ้คยูฮยอน นี่ซัดไปกี่ขวดแล้วเนี่ย!!”

“ทงเฮ......อีทงเฮ...............”

ฮันคยองพรูลมหายใจแข่งกับควันบุหรี่จากนักท่องกลางคืนที่ไม่รู้ว่าอยากจะเป็นเถ้าแก่โรงงานเผาถ่านกันหรืองัยถึงได้รมควันกันซะขนาดนั้น?? พลางเหลือบตามองรุ่นน้องแล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องโคลงหัวอารามคนระอาใจ แต่เห็นทีไอ้หน้าหล่อนี่มันคงจะโง่ไปจนวันตายจริงๆ

คยูฮยอนกลืนน้ำลายที่ถูกผสมไว้ด้วยแอลกอฮอล์มีคลาส นัยน์ตาดำสนิทคลอเครือไปด้วยหยาดน้ำใส ปลายนิ้วกำรอบแก้วบรั่นดีในมือแล้วซัดมันไปอีกอึกใหญ่

“เฮ้ยๆ” คราวนี้ฮันคยองทนสงสารแก้วไม่ไหวแล้วเว้ย! เขารีบเอื้อมมือไปรั้งข้อแขนน้องแล้วกระตุกเอามันมาไว้ในมือตัวเอง “แม่ง เอาแต่แดกๆๆๆอย่างนี้ แล้วเมื่อไหร่ฉันจะรู้เรื่องวะ!!!”

“ทงเฮ......”
“ทงเฮ............อึก....”

“เออ ทงเฮทำไม ฉันเห็นแกนั่งพร่ำชื่อนี้ตั้งแต่ฉันมาถึงแล้ว ห้ะ! ทงเฮทำไม เค้าทำอะไรให้อีก??”

“ทงเฮเป็นของคนอื่นแล้ว อีทงเฮเป็นของคนอื่นไปแล้ว!!!”

“เฮ้ย!!! หมายความว่างัยวะ ไอ้คยู..พูดให้รู้เรื่องหน่อยเด่ะ”

“ผมผิดเอง ผมผิด.....ที่ทำไม่ดีกับเค้า.............” น้ำตาไม่รู้กี่หยดต่อกี่หยดพร่างพรูออกมาไม่กลัวอาย “ผมไม่เคยพูดจาดีๆกับเค้าเลย ผมมันโง่อ่ะ.....”

“.......”

“ไม่เข้าใจตัวเองเลย............ฮึก”

“เออน่า...”

“ทุกครั้งที่ได้สบตากับทงเฮ...มันก็ทำให้สมองหยุดคิดทุกอย่าง ยิ่งเห็นทงเฮกับไอ้บ้านั่น โลกมันก็มืดไปหมด..รู้แค่ว่าไม่ชอบให้ทงเฮอยู่กับมัน แต่ทงเฮก็กลับไปคบกับมัน!!!!!!!”

“ผมมันโง่อ่ะ โง่ๆๆๆๆ ผมผิดใช่มั๊ยพี่....ผม......”

คยูฮยอนร้องไห้ฟูมฟายจนคนทั้งร้านมองมาเป็นตาเดียว ฮันคยองที่คิดหนทางไม่ออกก็ได้แต่ตบหลังน้องมัน แล้วก็พูดได้เพียง –ใจเย็น- ได้เท่านั้น

เขารู้...คยูฮยอนไม่ใช่คนรักคนง่าย แล้วทงเฮก็เป็นคนแรกที่คยูฮยอนมีความรู้สึกรักให้ น้องเขามันไม่ใช่พวกแสดงออกเก่ง โจวคยูฮยอนยังเป็นคนที่ไม่ชอบให้ใครมารู้ทัน ไม่ชอบให้ใครเข้ามาค้นแคะความลับส่วนตัว แต่อีทงเฮกลับทำทุกอย่าง....อีทงเฮทำให้หัวใจที่เคยปิดตายของคยูฮยอนเผยตัวเองออกมา

แล้วนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่า..ทำไมทุกครั้งที่สบตากับทงเฮ

ความคิดทุกอย่างมันถึงได้ถูกกลืนหายไป


ทั้งที่หัวใจเขารักอีทงเฮเต็มเปี่ยม แต่เพราะความเป็นโจวคยูฮยอนทำให้เขาไม่เคยยอมรับมัน

 


แม้ห้องทั้งห้องจะมืดสนิท แต่แสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามาก็ยังเพียงพอที่จะมองเห็นสภาพภายในห้องได้ เศษกระเบื้องแจกัน สมุดหนังสือ หมอนอิง รีโมต ทุกอย่างกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น ...อีทงเฮยืนตะลึงอยู่หน้าประตูห้อง สิ่งแรกที่คิดก็คือ ใครทำ??

ขโมย หรือว่า.. คยูฮยอน

ร่างเล็กฝืนสภาพร่างกายของตัวเองโดยการเปิดไฟจนสว่างจ้าแล้วเดินสำรวจความผิดปกติ ทั้งในห้องครัว ห้องทำงาน ห้องน้ำ ห้องนอน รวมทั้งห้องของทงเฮเอง ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเดิม ของมีค่ายังอยู่ครบถ้วน เว้นก็แต่ห้องนั่งเล่นเพียงห้องเดียว

“คยูฮยอนงั้นเหรอ?”

เขาตั้งข้อสังเกตกับตัวเองและหันกลับไปมองโต๊ะทานข้าว ...เป็นโจวคยูฮยอนจริงๆนั่นแหละ

อาหารทุกอย่างที่เป็นฝีมือของเขายังไม่พร่องไปแม้แต่นิด ความรู้สึกน้อยใจเริ่มก่อตัวเองขึ้นมาราวก้อนหินหลายก้อนที่สุมรวมกันจนหนักไปทั้งอก อีทงเฮทรุดนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง มองภาพตรงหน้านิ่งและตัดเส้นใยความเสียใจทิ้งไปก่อนที่จะมันจะเลื้อยมาพัวพันกับทงเฮจนดิ้นไม่หลุด อีทงเฮเก็บโต๊ะอาหารด้วยความไม่เข้าใจ....โจวคยูฮยอนทำแบบนี้ทำไมกัน??

 

เสียงเปิด-ปิดประตูที่ไม่เป็นปกติดังขึ้นขัดจังหวะการข่มตาหลับของอีทงเฮ คนตัวเล็กผุดลุกขึ้นเมื่อเสียงที่ดังแว่วเข้าหูทำให้รู้ว่าโจวคยูฮยอนไม่ได้กลับมาคนเดียว

“ดีๆสิวะ เฮ้อ....เหนื่อยฉันอีกตามเคย นี่ฉันอุตส่าห์ลาออกจากการเป็นผู้จัดการ มันก็ยังราวีไม่เลิก ชาติที่แล้วฉันไปเหยียบเท้านายรึงัยวะ ไอ้คยู....อ่ะ”

“พี่ฮัน...” ฮันคยองหันหน้าไปตามเสียง ทงเฮที่เห็นสภาพของคนที่กลายเป็นตุ้มน้ำหนักของพี่ฮันก็รีบสาวเท้าเข้าไปหา

“เค้าเป็นอะไรน่ะ??”

“เมางัย”

ทงเฮรี่ไปช่วยประคองคนเมาเพื่อขนย้ายไปที่ห้องนอน ทันทีที่รัศมีความห่างถูกริบไป ทงเฮก็ต้องยู่จมูกเพราะกลิ่นฉุนจัดที่ฟุ้งกระจายออกมาจากตัวของคยูฮยอน ไม่รู้ว่ากลิ่นอะไรต่อมิอะไร ทั้งเหล้าทั้งบุหรี่ ทั้งน้ำหอม ตีกันให้วุ่นไปหมด พลันทงเฮก็รู้สึกได้ถึงแรงตื้อๆบนหัว

“อ้ะ!!”

“เป็นอะไรมั๊ยทงเฮ?”

ทงเฮที่เสียหลักล้มไปกับคนเมาส่ายหัวปฏิเสธ ฮันคยองยืนเท้าเอวมองคยูฮยอนด้วยสายตาที่เหมือนกับมองขี้เหล้าแถวบ้านทงเฮไม่มีผิด

“มียาแก้เมารึเปล่า?”

“มี มี” ทงเฮพยักหน้าอย่างร้อนรนและผลุนผลันออกไปจากห้องทันที ไม่นานก็กลับมาพร้อมเม็ดยากับแก้วน้ำเปล่าในมือ ฮันคยองใช้แรงที่มีเยอะกว่าทงเฮยกหลังรุ่นน้องตัวยาวขึ้นมาแล้วจับกรอกยาด้วยวิธีที่รุนแรงที่สุดที่ทงเฮเคยเห็น โชคดีที่คยูฮยอนไม่สำลักเอา แต่ตามลำคอก็เปรอะไปด้วยน้ำที่ล้นออกจากปาก

“ดูแลมันได้ใช่มั๊ย?”

ทงเฮเบิกตามองพี่ฮันอย่างไม่เชื่อหู “!!”

“พี่ต้องกลับบ้าน ป่านนี้ที่บ้านคงเป็นห่วงแย่แล้ว บอกจะกลับ 5 ทุ่ม แต่นี่มันก็ปาเข้าไปจะตี 1 แล้ว”

“ฮะ.....ม..ไม่เป็นไรฮะ พี่ฮันกลับไปเถอะ” ก็ทงเฮไม่มีทางเลือก แต่พอหันไปทางคนเมาที่นอนครางไม่ได้สติแล้วก็อดสงสารไม่ได้...เมาแบบนี้ คงหมดฤทธิ์แล้วล่ะมั้ง...

“งั้นพี่ไปนะ” ทงเฮตามไปส่งฮันคยองและจัดการล็อกประตูให้เรียบร้อย เขาแวะห้องน้ำเพื่อเตรียมน้ำอุ่นและผ้าขนหนูสำหรับเช็ดตัวให้คยูฮยอนก่อนจะค่อยๆแง้มประตูห้องนอนเข้าไป


คยูฮยอนหลับอยู่ที่เดิม หน้าอกกว้างสะท้อนขึ้นลงตามเสียงลมหายใจโครกครากที่ดังก้องในความเงียบ ถึงแม้จะดึกมากแต่ในเมืองใหญ่ก็ใช่ว่าจะมีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา ทงเฮทิ้งตัวลงนั่งขอบเตียงและวางกะละมังบรรจุน้ำอุ่นไว้ข้างตัว มือบางเอื้อมไปรั้งไหล่คนเมาให้นอนหงายและเผลอจ้องคยูฮยอนนิ่งราวมีมนต์สะกด

เหมือนรูปถ่ายที่ทงเฮชอบมองเลย....

ทั้งสันจมูกโด่งแต่ไม่ได้ดูแข็งทื่อเหมือนแท่งหิน ทั้งคิ้วหนาที่วาดตัวได้รูปเหนือเปลือกตาที่ปิดสนิท ทั้งแพขนตายาวที่มองปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นพวกคนหัวแข็ง ทั้งริมฝีปากหยักสวยที่ผู้หญิงค่อนเอเชียอยากสัมผัสซักครั้ง

แต่มันก็ไม่เหมือน ไม่เหมือนเพราะความรู้สึกของทงเฮมันเปลี่ยนไป...


ทงเฮกระพริบตาถี่ๆและเบนหน้าออกจากเรียวหน้าหล่อจัดของคยูฮยอนทันที

..ก็แค่คนที่ทำให้เราเจ็บซ้ำเจ็บซาก รีบๆเช็ดตัวแล้วก็รีบๆไปซะ จะมามัวเพลิดเพลินใจให้ได้อะไรกัน...

แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่สำนึกบุญคุณหรือไม่รับรู้ ก็ยังดีกว่ารอให้ตื่นขึ้นมาพ่นคำน่าเกลียดๆที่มีแต่จะทำให้ทงเฮต้องเจ็บ

ทงเฮบิดผ้าขนหนูสะอาดพอหมาดๆ ไล่เช็ดตั้งแต่ใบหน้าจนถึงลำคอ คิดว่าจะไปได้ราบรื่นแต่ก็ติดที่กระดุมเสื้อเชิ้ตเสียนี่!!

มือบางสั่นราวกับเพิ่งมีคนจับไปจุ่มกับน้ำแช่น้ำแข็งนั้นค่อยๆเลื่อนไปปลดกระดุมเม็ดแรก ทุกครั้งที่เม็ดกระดุมหลุดออกจากรังดุมก็จะมีเสียงถอนหายใจดังตามไปด้วยทุกครั้ง ทงเฮกลั้นใจปลดมันได้แค่ 4 เม็ดก็ถอนใจ หันกลับมาคว้าเอาผ้าชุบน้ำเช็ดชุ่ยๆให้เสร็จๆไป

จะไปสนใจอะไรนักหนาเล่า อีทงเฮ!!!

แต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทงเฮถึงได้ใส่ใจกับคนๆนี้มากนัก ก็แค่อยากให้สบายตัวมั้ง จะได้ไม่หงุดหงิด แล้วก็พาลโกรธใส่...ก็คงจะแค่นั้น!

“ทงเฮ.....ทงเฮ.........~”

“เห?” มือบางถูซ้อนทับไว้ด้วยฝ่ามือหนา อยากจะรั้งกลับแต่มันกลับไม่มีเรี่ยวแรง

...ก็โจวคยูฮยอน กำลังเรียกชื่อเค้า...

“อีทงเฮ......” เปลือกตาของคนที่หลับอยู่ค่อยๆเปิดขึ้นเผยให้เห็นนัยน์ตาสีดำสนิทที่สะท้อนเงาภาพของเขาเอาไว้ ทงเฮรั้งมือกลับแต่ไม่สำเร็จเพราะคยูฮยอนมีสติพอที่จะรั้งมือบางนั้นไว้แล้ว

“อย่าไป.........” แต่ทงเฮผุดลุกหนีในทันที “หรือว่านายรังเกียจฉัน?!!!”

แต่เขาก็ไปไม่พ้นเพราะพันธนาการที่ข้อมือและคำพูดนั้นของโจวคยูฮยอน “........”

“ฉันจะไม่ปล่อยนายไปอีกแล้ว อีทงเฮ”

“อ้ะ!!!”

วินาทีต่อมาสิ่งที่รองรับแผ่นหลังไว้ทั้งแผ่นก็คือเตียงนอนนุ่ม แรงกระชากทำให้ทงเฮถลาเข้าจมเตียงและพลาดไปปัดเอากะละมังจนน้ำอุ่นๆสาดกระจายไปทั่วพื้น คยูฮยอนขังเขาเอาไว้ด้วยท่อนแขนแกร่งและกลิ่นฉุนน่าเวียนหัว ทงเฮไม่สามารถมองเห็นภาพของตัวเองในกระจกตาดำขลับนั่นได้อีกแล้ว

“ปล่อยนะ...” เขาได้ยินเสียงตัวเองไม่ชัดเลย ทำไมมันถึงได้แผ่วเบาอย่างนี้นะ?

“รักฉันไม่ใช่เหรอ?”

“อย่าเอาความรักของฉันมาล้อเล่นแบบนี้ คยูฮยอน.....” แรงกดที่ข้อมือทั้งสองทำให้ทงเฮรู้จักคำว่าเจ็บได้ดีกว่าเดิม “ปล่อยฉัน....”

“อีทงเฮ......นายรักฉันจริงรึเปล่า?” น้ำเสียงของคยูฮยอนนุ่มทุ้มเหมือนในบทเพลงของเค้า แต่ทำไมมันกลับทำให้หัวใจของคนฟังเจ็บได้ขนาดนี้นะ.....นายเป็นปีศาจมาจากไหนกัน

“ปล่อยฉัน!!” ทงเฮรวบรวมกำลังเพื่อต้านทานกำลังนั้นบ้าง แต่มันก็ไร้ผล..จริงๆมันก็ต้องไม่มีผลอะไรอยู่แล้ว ในเมื่อหัวใจของอีทงเฮยังถูกตรึงไว้ด้วยดวงตาคมคู่นั้น

“ฉันจะไม่ปล่อยนายไปไหนอีก จะไม่มีวันให้นายต้องไปเป็นของไอ้งั่งนั่น!!!”

“คยูฮยอน!!!!!” ทงเฮร้องลั่นทันทีที่คยูฮยอนประเคนรสสัมผัสจาบจ้วงรุนแรงไว้ตรงลำคอ เขาขบกัดมันจนเจ็บไปหมด ยิ่งดิ้น..คยูฮยอนก็จะกลายเป็นคีมเหล็กร้อนที่ทำลายทุกอย่างบนตัวของอีทงเฮ ฝ่ามือหนาเพิ่มแรงบีบข้อมือจนทงเฮไม่อาจขยับไปไหนได้อีก

“นายต้องเป็นของฉันคนเดียว” เขากระซิบชิดริมใบหูแผ่วเบา และไล้เลียลิ้นร้อนไปตามแนวซอกคอกรุ่นกลิ่นหอมที่คยูฮยอนชอบใจนัก....กลิ่นแป้งเด็กที่ทำให้อีทงเฮดูไร้เดียงสา และใสซื่อบริสุทธิ์

อีทงเฮ...รักแรกของฉัน

ท่อนขาเล็กทั้งดิ้นทั้งถีบคนตัวโตด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี ร่างกายของทงเฮบิดเร่าเพราะความเจ็บและความเสียวซ่านระคนกันไป คยูฮยอนยังไม่พอใจกับรสชาติเนื้อนุ่มที่ได้รับ เขาผละออกมาจ้องตากับทงเฮและเผลอไปเห็นแสงวิบวับที่ตรงเนินอก

..สร้อยของซีวอน...

รอยยิ้มคาดเดายากจุดประกายขึ้นบนมุมปากของโจวคยูฮยอน ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนไหวระริกไม่ต่างจากริมฝีปากแดงที่สั่นจนพูดอะไรไม่ออก “อ...อย่า.......”

ปลายนิ้วเรียวแตะเบาๆบนจี้เพชรรูปลูกกุญแจ ทงเฮที่มัวระแวงกับเรื่องสร้อยถูกลิ้นร้อนชอนไชเข้าขโมยน้ำหวานในโพรงปากโดยไม่ทันตั้งตัว เสียงครางประท้วงดังแผ่วเมื่อช่องทางทุกทางถูกปิดสนิทด้วยริมฝีปากคลุ้งรสขมที่ประกบแน่น ลิ้นร้อนเอาแต่ใจไล่กวดลิ้นเล็กที่ยอมแพ้ตั้งแต่วินาทีแรกจนหมดทางต่อสู้และยอมให้คยูฮยอนรัดรึงจนสมใจ สัมผัสเย็นวาบค่อยๆเลื่อนลงจากหน้าอก...ทงเฮไม่มีโอกาสแม้เสี้ยววินาทีที่จะร้องห้าม

มวลอากาศเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศพัดผ่านหน้าอกขาวกระจ่างภายใต้เสื้อนอนตัวบางที่บัดนี้ขาดลุ่นด้วยน้ำมือของโจวคยูฮยอนไปเสียแล้ว ทงเฮทำได้เพียงสะบัดหน้าไปมาอย่างอับจนหนทาง ต้นขาที่เคยดิ้นรนกระเสือกกระสนถูกกดไว้ด้วยท่อนขาแกร่งของคนข้างบน คยูฮยอนปล่อยมือข้างที่มีบาดแผลจากเศษแก้วแต่ใช้มันกุมเรียวหน้าของทงเฮเอาไว้แทน กลับกัน..มือบางกลับผลักไสอกแกร่งให้ถอยห่างเต็มกำลังที่มี

“ปล่อยฉัน....ขอร้อง.......คยูฮยอน.......”

“ฉันไม่มีทางปล่อยนาย อีทงเฮ........”

“คยูฮยอน...”


“เพราะว่าฉันรักนาย”


รัก

เก่งจังเลยนะ พูดคำว่ารักแต่ทำให้ฉันเจ็บได้มากขนาดนี้ ยิ่งกว่าโดนมีดกรีดหัวใจอีก ยิ่งกว่าโดนเข็มพันเล่มปักลงไปอีก......

รักของนาย
ที่ต้องแลกกับความสุขของฉัน คยูฮยอน


ไม่รู้ว่าส่วนไหนบนร่างกายบ้างที่ถูกฝ่าร้อนลากผ่าน ไม่รู้ว่าตัวเองตอบรับสัมผัสพวกนั้นหรือเปล่า ไม่รู้ว่าความรู้สึกตอนที่คยูฮยอนแทรกตัวเข้ามามันเจ็บมากมายแค่ไหน ไม่รู้ว่าการย้ำกายของคยูฮยอนมันทำให้เขารู้สึกแบบไหน

ทงเฮสัมผัสได้เพียงความอุ่นจากหยาดน้ำที่ไหลอาบแก้มอยู่เท่านั้น.....


สิ่งที่เข้ามาแทนที่ความเจ็บปวด มันกำลังล้นออกมาเป็นน้ำตา

 


โลกของอีทงเฮมืดหมดแล้ว

 

 


End of part 7

กาเท่เร่ :: ดีใจที่ในที่สุดก็ปั่นตอนนี้จนจบ ค่อนข้างเหนื่อย,, เหนื่อยจริงๆ แต่งซีนอารมณ์มาตั้ง 2 พาร์ทแล้วเริ่มหมดกรุ

เฮ้อ~~ เนื้อเรื่องจะเศร้าอีกซักพาร์ทนะคะ อย่าเพิ่งเบื่อกัน พาร์ทนี้อุตส่าห์เอารูปกี้ร้องไห้ประกอบ หวังว่า...ใครหลายๆคนจะสงสาร...กี้......กันบ้างนะ ฮี่ๆ

จบพาร์ทต่อไปก็เข้าโหมดแฮปปี้แล้วล่ะ!!

ขอบคุณคอมเม้น และการถามไถ่ (หรือเรียกอีกนัยว่า *ทวง* นั่นหล่า -*-)

 

ปล. เอาเพลงนี้ไปอีก มันบาดหัวใจดี ^^

คนไกลๆ : เจนนิเฟอร์ คิ้ม