● |Fic| Can we |Part 1|
posted on 23 Apr 2008 15:28 by kyuhae in Fic-Can-we
Title : Can We
Author : katere
Pairing : Kyuhyun x Donghae
Rate : NC-17
Genre : Romantic
[ + Can We ]
Part 1
“นี่....ทำไมถึงรักเค้าได้มากขนาดนั้นน่ะฮะ หมอนั่นมีดีตรงไหนน่ะ?”
“ไม่รู้...ก็มันรักไปแล้วนี่”
“เหตุผล?”
“ไม่มี”
“อย่ามาน้ำเน่าหน่อยเลยน่า คนเราจะรักใคร หลับหูหลับตารักได้ด้วยเหรอ?”
“ฉันไม่รู้หรอก แต่ถ้านายอยากรู้.............ก็ลองรักใครซักคนดูสิ”
ความรักมันไม่มีเหตุผลหรอก ไม่ว่ามันจะเป็นรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก รักของเพื่อนฝูง รักสัตว์เลี้ยง หรือรักแบบหนุ่มสาวก็ตาม
เคยถามแม่มั๊ยล่ะ ว่าทำไมถึงรักลูก
คุณอาจจะได้คำตอบที่ฟังทีไรก็หน้ามุ่ยไปเสียทุกที
“”ก็เพราะว่าเป็นลูก””
แล้วอย่างนี้ยังจะมั่นใจได้อีกเหรอ?
ว่าความรักมันมีเหตุผลน่ะ!
“อาทงไห่ มานี่หน่อยซิ!!”
เจ้าของชื่อที่กำลังงุ่นกับการทำความสะอาดโต๊ะที่ลูกค้าเพิ่งจะเชคบิลกลับไปจำต้องหันหน้าเหรอหราหาต้นเสียง ก่อนจะไปเจอเข้ากับเจ๊เซียงเจ้าของร้านร่างอวบที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เดินทางมาทำมาหากินจนร่ำรวยมีร้านบะหมี่เป็นของตัวเอง รัศมีความรวยกำลังฉายเข้าตาพนักงานเสิร์ฟต่อกกะต๋อยอย่างทงเฮ แต่เขาก็จำเป็นจะต้องเดินเข้าไปหาจากการกวักมือเรียกอย่างร้อนใจกับหน้าตาที่ซีเรียสได้ที่
“มีอะไรเหรอฮะ?” ทงเฮปาดฝ่ามือเข้ากับผ้ากันเปื้อนสีแดงที่สวมอยู่ แล้วมองสลับระหว่างใบหน้าเปล่งปลั่งของเจ๊เซียงกับหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นของคุณลูกค้า
“ลูกค้าโต๊ะนี้เค้าสั่งบะหมี่น้ำไม่ใส่ต้นหอมไม่ใช่เหรอ?”
“อะ..เอ๋? แต่ผมจำได้ว่า โต๊ะนี้สั่ง..บะหมี่น้ำ...แล้วก็ใส่ต้นหอมเยอะๆ.......ไม่ใช่เหรอฮะ?” ถึงจะมั่นใจกับความจำที่จัดอยู่ในเกณฑ์ดีของตัวเองก็เถอะ แต่มายืนตอบคำถามประจันกับสายตาเฉียบคมของเจ๊เซียงแล้ว ความประหม่ามันก็เข้ามาเป็นตัวจุ้นจ้านได้เหมือนกัน
“พี่น่ะ...ไม่ชอบต้นหอมขนาดนั้น แล้วพี่จะสั่งไปได้ยังงัยกัน?”
“เอ๋??” ทงเฮทำตาโตอย่างไม่รู้ตัว ลูกค้าคนนี้...ถ้ามองจากภายนอกเค้าต้องอายุน้อยกว่าพ่อของทงเฮแค่ปี-สองปีเท่านั้น หรือว่าผู้ชายคนนี้จะมีกรรมพันธุ์หน้าแก่กันแน่ ถึงได้เรียกสรรพนามแทนตัวเองกับทงเฮว่า -พี่- ได้ซะเต็มปากเต็มคำ
“อาทงไห่ นี่มันรายที่เท่าไหร่ของสัปดาห์แล้วห้ะ?! ที่ลื้อจำออเดอร์ผิดพลาดจนทำได้อั๊วะต้องเสียเวลา หา!! หรือว่าจะต้องให้อั๊วะไล่ลื้อออก”
ไล่ออก!
ทงเฮเบิกตาโพลงพร้อมกับสะดุ้ง กว่าที่สมองจะเรียบเรียงออกมาเป็นประโยคคำพูดได้ มันก็ช้าไปเสียแล้ว
“อย่าถึงกับไล่กันออกเลยน่า น้องเค้าก็อาจจะสับสนกับลูกค้าโต๊ะอื่นก็ได้ ไม่เป็นไรนะทงเฮ” คุณลูกค้าหน้ายับคนนั้นเร็วอย่างกับจรวด เขาลุกพรวดจากเก้าอี้แล้วก็เดินอ้อมหลังมาลูบไหล่ทงเฮจนสะดุ้งโหยง
“อะ...เอ่อ!”
“ฉันไม่โกรธอะไรเธอหรอก ทงเฮ....เจ๊ก็อย่าใจร้ายกับเด็กนักเลย” โห...มือไวเสียด้วย โอบไหล่ไม่พอยังมาแต๊ะอั๋งทงเฮด้วยการจับมือถือแขนทำท่าลูบหลังมือเหมือนเป็นห่วงเป็นใยนักหนา
เจ๊เซียงถอนหายใจแรงๆก่อนจะทอดสายตามาจับยังร่างของลูกจ้างที่กำลังยืนทำหน้าไม่ถูกให้ลูกค้าลวนลามอยู่ “อาทงไห่ ไปคุยกับอั๊วะที่หลังร้านเดี๋ยวนี้!”
เป๊ง!~
ระฆังช่วยชีวิตของเขาดังขึ้นแล้ว คนตัวเล็กรีบสะบัดตัวเองออกจากการเกาะกุมของปลาหมึกหน้าย่น ก่อนจะวิ่งตึงๆไปหลังร้านด้วยความเร็วสูง
แม้ว่าประโยคที่เจ๊เซียงสั่ง ฟังแล้วมันจะใจหายวาบแปลกๆ แต่ก็ดีว่าปล่อยให้ใจมาเต้นตุ้มๆต่อมๆกับลูกค้าบ้ากามอยู่ดีแหละน่า
ทงเฮกำลังยืนด้วยท่าทีที่สงบเสงี่ยมเจียมตัว สองมือกุมประสานกันไว้ตรงหน้าตัก หัวกลมๆที่ก้มลงนิดๆ แล้วก็ท่อนขาที่เหยียดตรงเหมือนเคารพธงชาติ
เขายืนท่านั้น เพื่อฟังคำดุด่าที่ฟังอยู่ทุกวันแต่ก็ยังไม่เคยชิน
หาว่าทงเฮให้ท่าลูกค้าบ้างล่ะ
หาว่าทงเฮไม่ตั้งใจทำงานบ้างล่ะ
หาว่าทงเฮอยากได้แต่เงินบ้างล่ะ
ทำไม่ไม่คิดว่าลูกค้าพวกนั้นตั้งใจสั่งผิดให้ทงเฮต้องกลับไปเคลียร์ที่โต๊ะอีกครั้ง
แล้วก็ใช้ทีเผลอแตะเนื้อต้องตัวทงเฮ
ลวนลามทงเฮโดยไม่รู้ตัว!?
ชอบคิดแต่ว่าทงเฮอยากจับลูกค้า
ถึงเขาจะจน แต่ก็มีศักดิ์ศรี....กินไม่ได้แต่เท่ก็แล้วกัน!
เจ๊เซียงตัวอวบบ่นไปเรื่อยๆเปื่อยๆก่อนจะมาตัดบทจบความด้วยคำขู่เบสิค “”ไม่งั้นอั๊วะจะไล่ลื้อออก!””
“ผิดตลอดเลย ทำไมคนสมัยนี้ถึงได้บ้ากามกันนักนะ ขนาดเป็นผู้ชายก็ไม่เว้น”
ในมือมีกระเป๋าเป้ที่ไม่ได้สะพายถือไว้ให้แกว่งไปตามการก้าวสลับขา เท้าที่ถูกหุ้มด้วยผ้าใบมือสองย่านตลาดเมียงดงเดินเตะฝุ่นไปตามทางกลับบ้าน พร้อมกับเสียงบ่นขมุบขมิบอย่างเซ็งๆ
“กลับมาแล้ว” ทงเฮทักอย่างห่อเหี่ยวใจ
ฮยอกแจกำลังจะออกไปทำงาน รู้ได้จากยูนิฟอร์มที่ใส่ เสื้อแดงแถบขาวที่แซมด้วยโลโก้ร้านสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงแสล็กสีดำ.....แคชเชียร์ร้านสะดวกซื้อ
“กลับเร็วจัง”
“อือ มีเรื่องกับลูกค้าอีกแล้ว”
เพื่อนร่างโปร่งยิ้มโชว์เหงือกให้กับรูมเมทเหมือนทุกวัน ก่อนจะสาละวนกับรามยอนร้อนกรุ่นในมือที่คงเพิ่งเติมน้ำร้อน ทงเฮสาวเท้าไปทิ้งตัวลงนั่งกับเบาะเล็กๆบนพื้นเหลือบตามองเพื่อนแล้วก็นึกสนุก
“กินด้วยดิ่!”
“เฮ้ย!” ฮยอกแจคว้าถ้วยกระดาษหนีแทบไม่ทันเมื่อเพื่อนตัวเล็กของเขาทำตัวเป็นลิงจะชิงมาม่าไปอีกแล้ว “ไอ้บ้า ฉันยังไม่ได้กินอะไรแต่เช้า มาถึงก็จะแกล้งกันเลยนะเฮ้ย”
“ฮ่าๆ ก็กลิ่นมันน่ากินนี่นา”
“ไปทำเองเลยไป ฉันจะรีบกินจะได้รีบๆออกไปทำงาน ใกล้สิ้นเดือนต้องเร่งทำผลงานเว้ย”
“จริงด้วย”
ทงเฮเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก คว้ากระเป๋าเป้สีน้ำตาลที่เจ้าตัวเพิ่งเขวี้ยงทิ้งไปข้างๆขึ้นวางบนตัก เสียงรูดซิบเรียกใบหน้าของฮยอกแจให้หันไปมองการกระทำของเพื่อนนิดหน่อยแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาสนใจมากมายเสียเท่าไหร่
กระเป๋าตังค์สีเขียวตองถูกดึงขึ้นมา พร้อมกับมือเล็กๆของทงเฮที่เริ่มควักธนบัตรในนั้นออกมา “สัปดาห์นี้ได้ตังค์ตั้งเกือบ 2 หมื่นวอนแน่ะ!”
“แต่ว่า...ถ้าเอาไปรวมกับเงินก้อนเก่า มันก็ยังขาดอีกเกือบหมื่นวอน วันนี้ก็วันที่ 27 แล้ว......1...2....3....4..5....อีก 5 วันก็จะถึงวันที่เปิดจองตั๋วคอนเสิร์ต ห้าวันก็จะได้ค่าจ้างรวมๆประมาณ 1 หมื่น ฮ๊า!! พอดีเลยฮยอกแจ ว้าว!!~ ความฝันที่จะได้ไปดูคอนเสิร์ตของ -โจคยู- จะเป็นจริงแล้ว!!”
‘โจคยูฮยอน’ หรือ ‘โจคยู’ ที่ทงเฮชอบเรียก
ฮยอกแจเอียนชื่อนี้อย่าบอกใครเชียว แค่ไอ้โปสเตอร์ที่แปะระดาษอยู่เต็มข้างฝาก็ทำเอาฮยอกแจนอนฝันร้ายมาเป็นแรมปีแล้ว นี่ถ้าไอ้ทงเฮเพื่อนรักมันได้ไปสัมผัสตัวจริงของหมอนี่ แล้วเอามาโม้เสียจนแก้วหูชา เขาไม่ต้องอาเจียนออกมาเป็นหน้าหล่อจัดกระชากใจสาวๆนั่นเลยเหรอ?
“เออๆ ดีใจด้วยๆ”
“อย่าทำหน้าเศร้างั้นเด้! ถึงฉันจะชอบคยูฮยอนก็จริง แต่นายก็ยังเป็นคนที่ฉันรักมากที่สุด จริงๆน้า!~” ทงเฮกอดแข้งกอดขาเพื่อนรักเหมือนลูกเหมียวขี้อ้อน แก้มใสๆนั้นคลอเคลียไปกับหัวไหล่เพื่อนอย่างเอาใจ
ทงเฮรักฮยอกแจคนเดียว
ก็ทงเฮมีเพื่อนสนิทอยู่คนเดียวนี่นา~
“ทำไมนายถึงได้ชอบเค้านะ หรือว่านาย....จะเป็น!...”
“ไม่ใช่นะ!!!”
ทงเฮตะโกนเสียงแข็ง เขารู้ว่าฮยอกแจจะกล่าวหาว่ายังงัย...จะหาว่าเขาเป็นพวกผิดเพศรักผู้ชายด้วยกันล่ะสิ.....ทงเฮสามารถเถียงกลับไปทันควันเลยนะว่าไม่ใช่
“ที่ฉันชอบคยูฮยอนเป็นเพราะเค้าร้องเพลงเพราะต่างหาก บุคลิกก็ดี การวางตัวก็น่ามองไปทุกอย่าง ถ้าทำได้ฉันอยากจะเป็นให้เหมือนเค้า ฉันจะพยายามฝึกฝนการร้องเพลงให้มากๆ ซักวันฉันจะเป็นนักร้องดังอย่างเค้าให้ได้”
ฮยอกแจลอบส่ายหัวระอากับความคิดเด็กน้อยของเพื่อนหนุ่ม
“คยูฮยอนเค้าอาจจะเสียงดีมาตั้งแต่เกิด แต่กับนายมันไม่ใช่หรอก”
“ลีฮยอกแจ นายดูถูกฉันเหรอเนี่ย!!”
“ก็เสียงเป็นเป็ดไข่ไม่ออกอย่างนั้น จะว่าฉันดูผิดรึงัย!?”
“ไอ้ไก่ ตายซะเถอะ!!”
ก็ไม่รู้ว่าระหว่างหมอนอิงที่ทงเฮประเคนมันเข้าให้เต็มๆหัวของฮยอกแจ หรือว่าเจ้าเพื่อนสนิทชะตาขาดกันแน่ที่น่าสงสารมากกว่ากัน ฮยอกแจหลบหลีกการจู่โจมของเพื่อน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่รอดถูกคนตัวเล็กแต่แรงควายเล่นมวยปล้ำด้วยอยู่ดี
“ไอ้หมวย ปล่อยนะเว้ย ฮ่าๆ ฉัน..ฉันจะไปทำงานแล้ว!”
หลุดออกมาได้ ฮยอกแจก็กลายสภาพเป็นไก่หัวฟูไปแล้ว ทงเฮหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกับผลงานของตัวเอง มือเล็กๆก็กุมหน้าอกบังคับลมหายใจให้หายเหนื่อย ส่วนฮยอกแจก็ยืนหอบกวาดออกซิเจนเข้าปอดอย่างกระหาย กว่าจะรู้ตัวว่าต้องชักเท้าเผ่นออกจากห้องก็ตอนที่ไอ้เพื่อนฤทธิ์เยอะมันคึกลุกขึ้นมาอีกรอบนั่นแหละ
“ไม่เอาแล้วโว้ย!!!”
ดวงอาทิตย์เริ่มเอนเอียงมาฝั่งตะวันตกให้รู้ว่าเวลามันเลยเที่ยงมาหลายชั่วโมงแล้ว แผ่นเมฆบางๆเคลื่อนผ่านลำแสงให้กลายเป็นร่มที่กางอยู่เหนือพื้นดิน ผู้คนเดินขวักไขว่กันไปมาให้ร่างเล็กๆได้แหวกไปท่ามกลาง แต่ก็ไม่มากจนดูแออัด
วันนี้เป็นวันที่ทงเฮเหนื่อยเอามากๆวันหนึ่งเลย แต่มันก็เป็นวันที่ทงเฮมีความสุขที่สุดวันหนึ่งเช่นกัน คนตัวเล็กที่มีแต่เพื่อนแซวว่า เตี้ยหมาตื่น เดินละลิ่วแต่งแต้มยิ้มบนใบหน้าจนเด่นมาแต่ไกล
แต่กลับต้องหุบยิ้มเมื่อจุดหมายปลายทางซึ่งเป็นร้านบะหมี่ที่ตนทำงานอยู่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
วันนี้ทงเฮโดดงานไปครึ่งวันเพื่อทุบกระปุกหมูเอาเงินไปต่อคิวซื้อตั๋วคอนเสิร์ตของโจคยูฮยอน กว่าจะได้บัตรมาสมใจก็เล่นเอาเขาเปลืองเนื้อเปลืองตัวเบียดเสียดกับเหล่าแฟนคลับสาวๆของนักร้องในดวงใจแทบแย่ และมันก็ส่งผลมาถึงตอนนี้ ที่คนตัวเล็กต้องด้อมๆมองๆหาเจ๊เซียงแล้วแอบเข้าร้านโดนไม่ให้หล่อนเห็น
“เป็นงัย ทงเฮ เหงื่อซกเลยนะเรา” คนโดนทักตกใจนิดหน่อย พอจับได้ว่าเสียงที่ทักนั้นเป็นรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ด้วยกันก็หันมายิ้มโชว์เขี้ยวส่งกลับไป
“คนเยอะมากๆเลยล่ะฮะ”
“ได้มารึเปล่าล่ะ?”
ลีทงเฮตอบคำถามด้วยฟันซี่สวยที่เผยให้เห็นตอนริมฝีปากสีแดงๆนั้นฉีกยิ้มออกไป กับตั๋วคอนเสิร์ตในมือที่เจ้าตัวชูขึ้นโบกสะบัดอยู่ตรงหน้า เรียกเอาเสียงหัวเราะขบขันจากพี่สาวใจดีได้โข จากนั้นก็รีบขอตัวไปเปลี่ยนชุดแล้วก็เริ่มงานโดยผ่านพ้นคำดุด่าของเจ๊เซียงมาได้อย่างหวุดหวิด
“ชุดไหนดีฮยอกแจ”
“นี่...สนใจกันหน่อยสิ ฉันเครียดจะแย่แล้วนะ”
“ถ้านับ 1 ถึง 3 แล้วแกยังไม่สนใจฉันอยู่ล่ะก็ เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย”
“1............”
“2...................”
“เออๆๆๆ สนใจแล้วๆ” ....ไอ้เพื่อนบ้าเอ๊ย กับแค่ชุดที่จะใส่ไปดูคอนเสิร์ตมันจะอะไรกันนักกันหนา คนเป็นพันขนาดนั้น โจคยูฮยอนเค้ามองไม่เห็นใครอยู่แล้ว!
“การนินทาเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ว่าจะในใจหรือออกปาก”
ดูมัน....
ฮยอกแจเดินขาปัดไปทิ้งก้นลงจมเตียงนุ่มของทงเฮ หันหน้าซ้ายขวาตามกริยาของเพื่อนที่หยิบเสื้อตัวโน้นทีตัวนี้ที ก่อนจะได้เสื้อสีขาวแขนสั้นที่มีลวดลายเพ้นท์เก๋ๆติดมือมาให้ฮยอกแจช่วยพิจารณา
“ก็ดี”
ทงเฮเอียงคอก้มมองเสื้อยืดในมือแล้วส่ายหัว “สีมันชืดไปนิดนะ ฉันว่า” ตีราคาให้เสื้อตัวแรกเสร็จก็คว้าเอาตัวใหม่ขึ้นมา
“ตัวนั้นก็สีแปร๋นไป”
“แต่ฉันว่ามันก็เด่นดีนะ เวลาใส่จะได้มีแต่คนมอง”
“แล้วไม่อายเค้ารึงัย”
“โธ่......ตัวนี้ล่ะเป็นงัย?”
“จะเลือกอะไรกันนักกันหนา”
“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ตอบคำถามฉันดีๆ”
ฮยอกแจก็เลยทำได้แต่ตอบว่า ‘ใช่’ หรือ ‘ไม่ใช่’ ‘ดี’ หรือ ‘ไม่ดี’ เท่านั้น .....ไม่กล้าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับฤทธิ์เดชของมันเลยจริงๆ.....
“ฮ๊า!~ ขอโทษฮะ” มือบางวิ่งเข้าตะปบปากเมื่อก่อนหน้านี้ไม่ถึงนาทีมันดันพลาดไปปัดแก้วน้ำของลูกค้าจนล้ม ทงเฮกุลีกุจอกับการเช็ดของเหลวที่กำลังจะไหลจากโต๊ะแล้วทิ้งตัวลงสู่เป้ากางเกงของลูกค้า โชคดีที่น้ำมันไหลช้ากว่ามือของเขา วีรกรรมอันนั้นก็เลยไม่ผ่านหูเจ๊เซียงจอมเนี้ยบ
ยอมรับเลยว่าวันนี้ทงเฮตื่นเต้นเป็นพิเศษ มันเริ่มมาตั้งแต่เสียงนาฬิกาปลุกตอนเช้าแล้วเขาก็กระโจนจากที่นอนราวลอยได้ ร้องเพลงลั่นล้าอยู่ในห้องน้ำ ออกมาทำงานแต่เช้า จนถึงตอนนี้ที่เขาทำอะไรก็มือไม้สั่นไปหมด
ใช่แล้ว วันนี้วันที่ 13 พฤษภาคม วันที่ทงเฮรอคอยที่จะได้ไปดูคอนเสิร์ตของโจคยูฮยอน นักร้องเดี่ยวที่ประสบความสำเร็จด้านการร้องเพลงตั้งแต่อายุยังน้อย อัลบั้มเดี่ยวของเค้าดังกระฉ่อนตั้งแต่เปิดตัวซิงเกิ้ลแรก ชื่อของโจคยูฮยอนเป็นที่รู้จักของบรรดานักเรียนหญิงมอปลาย ไม่เว้นแต่แม่ค้าร้านตลาดที่มีรสนิยมโลคิค่อน รวมไปถึงลูกเล็กเด็กแดงที่ร้องเพลงของเค้าเป็นแบบงูๆปลาๆ
ทงเฮก็หลงใหลได้ปลื้มผู้ชายคนนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟังเพลงของเขาเหมือนกัน
เช้าวันนี้เลยดูยุ่งเหยิงไปหมด เพราะความตื่นเต้นของเขาแท้ๆเชียว
ตกบ่ายอาทิตย์เริ่มคล้อยแต่แสงแดดที่ส่องลงมายังสามารถเผาคนทั้งเป็นได้หากยืนตากมันนานๆ ทงเฮเลือกใส่เสื้อยืดคอกลมสีขาวที่มีลายเพ้นท์ตัวแรกที่เจ้าตัวบอกว่าสีชืดไปนั่นแหละ เขามารออยู่หน้างานตั้งแต่บ่ายสี่โมง ทั้งที่คอนเสิร์ตมันเริ่มตั้งเกือบทุ่ม
ความวุ่นวายกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวเป็นของคู่กันกับแฟนคลับจนจับแยกกันไม่ได้ ส่วนมากจะมากันเป็นกลุ่ม บ้างก็กลุ่มเล็ก บ้างก็กลุ่มใหญ่ พวกเธอมักจะมีเสื้อทีมเป็นสีของตัวเอง ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่ไม่มีกลุ่มไหนใส่เสื้อสีขาวเลย ทงเฮก็เลยกลายเป็นคนไร้พวกต่อไป
แรงกระตุกที่หัวไหล่ข้างซ้ายเหมือนเสียงแตรที่เป่าอยู่ข้างหูให้ทงเฮต้องหันขวับ แต่มันช้าไป....เมื่อแรงกระตุกปรับเปลี่ยนเป็นแรงกระชาก สีหน้าของเขาตกใจสุดขีดเมื่อเห็นชายตัวสูงวิ่งฉิวออกไปจากเขาพร้อมกับกระเป๋าเป้ที่ติดมือมันไปด้วย
“ขโมย!!!”
สัญชาตญาณออกคำสั่งให้ทงเฮวิ่ง ท่อนขาเรียวยาวทั้งสองถึงออกแรงวิ่งตามไปให้เร็วที่สุด ทงเฮไม่รับรู้ว่าคนรอบข้างจะมีสีหน้าตื่นตระหนกแค่ไหน ไม่รับรู้ว่าใครจะพูดอะไรบ้าง รับรู้แค่แรงกระแทกจากฝ่าเท้ากับเสียงร้องตะโกนขอความช่วยเหลือของตัวเอง
ความหวังที่มันสั่งสมมาตั้งแต่วันแรกที่รู้ข่าวเรื่องงานคอนเสิร์ตของโจคยูฮยอนปลิวหายไปจากร่างกายในทุกๆครั้งที่ท่อนขาก้าวกระชับเพื่อไล่กวด ความร้อนจากเหงื่อเม็ดโตที่ผุดซึมตามขมับและหน้าผากยังน้อยถ้าเทียบกับความร้อนในจิตใจที่มันกำลังเดือดปุดพร้อมกลั่นตัวออกมาเป็นหยดน้ำตาได้ทุกเมื่อ ตราบใดที่ภาพของขโมยคนนั้นมันห่างไกลออกไป
!!
ลีทงเฮผู้โชคร้าย
ฮึก!!
น้ำตาหยดแรกร่วงผล็อยลงกับพื้นทันทีที่ร่างกายอันเหนื่อยล้าของเขาล้มคว่ำไปกับพื้นหินอ่อนในตัวอาคาร หัวเข่าที่ครูดไปกับพื้นสร้างความเจ็บปวดจนรู้สึกแสบ
บัตรคอนเสิร์ตที่เขาซื้อมันมาด้วยน้ำพักน้ำแรงหายไปกับสายลมที่เปรียบเป็นพายุในวันนี้
ทงเฮปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มองดูเหตุการณ์ด้วยหลากหลายความรู้สึกผสมปนเปกันไป และแน่นอน หนึ่งในนั้น.....คงมีคำว่าสงสาร
ทงเฮเพิ่งรู้ว่าชีวิตคนเรามันจะมีชีวิตชีวาได้ด้วยความหวัง และเมื่อไม่มีความหวัง มันเลยหมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะก้าวเดินแบบนี้
โอ้ะ!
เขาก้มมองดูปลายรองเท้าผ้าใบที่เพิ่งสะดุดเข้ากับสะพักระหว่างทางเดินแคบๆที่ทงเฮก็ไม่รู้ว่ามันทอดตัวไปยังจุดไหนของตึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเพื่อมองทางที่จะเดินต่อ
ถ้าทงเฮไม่เห็นตัวหนังสือสีแดงที่แปะไว้ตรงประตูห้องที่ห่างออกไปประมาณ 2 เมตร เขาอาจจะได้กลับบ้านไปซบไหล่ฮยอกแจเพื่อร้องไห้
STAFF ONLY
ปิ๊ง!~
น้ำตาสายยาวที่มีต้นน้ำมาจากตาคู่สวยถูกฝ่ามือบางสกัดกั้นทางเดินโดยการปาดมันทิ้งอย่างไม่นึกเสียดาย ผมสีน้ำตาลอ่อนถูกสางจนเผยให้เห็นใบหน้ากระจ่างใส ลีทงเฮกำหมัดแล้วหยัดยืนตัวตรง
ไม่ได้เข้าไปดูในฮอลล์ได้แอบส่องจากหลังเวทีก็ยังดีวะ
สมองเล็กๆของเขาไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะหาเหตุผลให้กับตัวเองอย่างไรถ้าหากถูกจับได้ เพราะตอนนี้เขาไม่ได้ใช้สมองตัดสินใจ แต่ใช้หัวใจต่างหาก
ทงเฮคว้าลูกบิดประตู ออกแรงบิดมันออกนิดหน่อย ขอบประตูกับวงกบก็แยกออกจากกันเป็นทางให้เขาได้แทรกตัวเข้าไปได้ ทงเฮชะเง้อคอมองเข้าไปอย่างตื่นเต้น ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่แว่วๆ กับการเคลื่อนไหวไปมาที่เห็นอยู่ลางๆ เท้าของเขามันก้าวไปเรื่อยตามสายตาที่สอดส่องเข้าไปให้ลึกที่สุด
“ขอดูบัตรสตาฟฟ์หน่อยครับ”
“อ่ะ.....เอ่อ......” ทงเฮคลำหน้าอกกับต้นคอของตัวเองเหมือนกับหาอะไรบางอย่าง “หาย?......เฮ้ย! หายไปไหนล่ะเนี่ย!!”
เนียน....แถวบ้านของทงเฮเรียกอย่างนั้น
“หายงั้นเหรอ?” ผู้ชายคนที่ใช้หลังแขนต่างที่กั้นถามพร้อมแววตาที่มองก็รู้ว่าไม่ไว้ใจเขาเลยซักนิด
“ช่ายยย....ก็ผมจำได้ว่าผมคล้องไว้กับคอนี่นา ในกระเป๋าก็ไม่มี” ตอนนี้เนียนได้เนียนไว้ คนตัวเล็กกำลังทำท่าควานกระเป๋ากางเกงเป็นการใหญ่ หน้าตาก็ปั้นแต่งเสียจนเบยองจุนยังชิดซ้าย
“แน่ใจนะ ว่าไม่ใช่พวกแฟนคลับที่แฝงตัวเข้ามา”
“เห!! จะเป็นไปได้ยังงัยกัน ถึงผมเป็นแฟนคลับจริงผมก็ไม่โง่ขนาดนั้นหรอกนะ!!” ลูบท้ายทอยตัวเองแล้วถึงได้รู้ว่าเนื้อผิวมันเย็นเฉียบขนาดไหน....นี่ล่ะหนา การโกหก!
“รู้ทั้งรู้ว่าเค้ามีระบบป้องกันที่แน่นหนาขนาดนี้ ยังจะกล้าบุกรุกเข้ามา....ผมไม่ทำอย่างนั้นแน่ๆ มัน...มันน่าขายหน้าจะตายไป”
ผู้ชายคนนั้นเหล่ตามองเขาอย่างชั่งน้ำหนัก ก่อนจะถามต่อ “ถ้าอย่างนั้น คุณอยู่ฝ่ายไหนล่ะ?”
“อ่ะ....ฝ่าย...ฝ่ายคอสตูม อือ..คอสตูม” ทงเฮผงกตัวถี่ๆเป็นการยืนยันที่หนักแน่น ไม่ลืมที่จะฉีกยิ้มที่เขามั่นใจว่ามันจะช่วยเพิ่มแต้มความน่ารักให้กับตัวเองไปเกือบ 10 แต้ม ส่วนคอสตูมนั้นทงเฮแค่คุ้นๆเหมือนเคยได้ยินมา
“งั้นก็..........................เชิญ”
ทงเฮโค้งตัวให้หนึ่งครั้งก่อนจะก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าวด้วยหัวใจที่พองเท่าบอลลูน!!
....ว่าแต่ว่า ทางไหนมันจะทะลุไปหน้าเวทีได้น้า?....
คนตัวเล็กที่ไม่คุ้นเคยกับสถานที่ยืดคอมองไปจนทั่ว อุปกรณ์แปลกตาดึงความสนใจของเขาให้ห่างไปจากการหาทางไปหน้าเวที ผู้คนที่แต่งตัวแปลกๆก็ทำให้ทงเฮจ้องมองอย่างตื่นตาตื่นใจ
“ฝ่ายคอสตูมมารึยังน่ะ?”
“อยู่นั่นงัย” ผู้ชายคนที่เพิ่งกักขังทงเฮชี้ไม้ชี้มือมายังผู้ชายตัวเล็กๆที่ยืนทำหน้าเอ๋อเหมือนบ้านนอกเข้ากรุงกลางห้องโถง หญิงสาวที่ขายาวอย่างกับนางแบบเลยไม่รอช้าที่จะสาวเท้าเข้าไปหาแล้วสะกิดเรียก
“นี่! มาแล้วก็ทำงานซะสิ มายืนขวางลำเค้าอยู่ได้ นี่นะ....ชุดที่คยูต้องใส่เป็นชุดแรก เอาไปให้เค้าด้วย”
เสื้อเชิ้ตเนื้อผ้าอย่างดี กางเกงทรงกระบอกสีดำขลับกับเครื่องประดับจำพวกโครเมี่ยมถูกเทลงอ้อมแขนทงเฮแบบไม่ทันรู้เรื่องรู้ราว เจ้าตัวยังคงทำหน้าเหรอหราจนกระทั่งโดนผู้หญิงคนนั้นเอ็ดให้อีกที ก่อนที่จะถูกรุนหลังให้รีบๆเอาเสื้อไปให้โจคยูฮยอน
ฝันรึเปล่า? ฝันแน่ๆ
“อ้าว ก็ไหนว่า...เด็กคนนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายคอสตูมงัย แล้วเธอ....”
“ฉันนี่แหละ นี่งัยบัตรสตาฟฟ์”
“งั้นก็แสดงว่า!....”
ตากลมใสของทงเฮเบิกกว้าง แย่แล้วเว้ยเฮ้ย! ฝันหวานที่จะได้เดินเข้าไปยื่นเสื้อให้กับมือของโจคยูฮยอนกำลังจะถูกเข็มปลายแหลมทิ่มให้มันแตกดังเป๊าะ!
ไม่ได้การณ์ล่ะ! ใบหน้าหวานสวยราวผู้หญิงอย่างที่เพื่อนๆชอบแซวหันขวับไปมองต้นเสียงที่แว่วเข้าหู และในอีกวินาทีต่อมาที่ท่อนขาของเขามันออกแรงวิ่งให้เร็วสุดกู่
เส้นทางก็ไม่เคยคุ้น พื้นที่ลื่นเพราะเป็นหินอ่อน มุมหลืบตึกที่มืดบ้างสว่างบ้าง กับเสียงฝีเท้านับสิบที่ดังตุ่บตั่บอยู่ข้างหลังกำลังทำให้เขาหน้ามืด
ประตูบานนั้น!!
เมื่อเล็งจุดหมายปลายทางของตัวเองได้แล้ว ลีทงเฮก็เร่งฝีเท้าเพื่อไปให้ถึงมันโดยเร็วที่สุด
ปึง!
แฮ่กๆ.....แฮ่กๆ.........!
เสียงลมหายใจหอบถี่เริ่มเปลี่ยนจังหวะเป็นปกติตามเวลาที่ร่างบางใช้กอบอากาศเข้าปอด เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้ารูปเข้ารอย ทงเฮถึงได้รู้ว่าภายในห้องมันไม่ได้มืดสนิทอย่างที่คิด แสงไฟสีส้มจางๆอบอวลให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่มองอีกที...มันก็ให้ความรู้สึกวาบหวามได้เหมือนกัน
กลิ่นน้ำหอมฉุนที่มันไม่รู้จักกับโพรงจมูกของเขากำลังเข้ามาทำลายต่อมรับรู้กลิ่นจนร่างเล็กต้องย่นจมูกแล้วยกมือขึ้นบีบมันไว้
“ถ้าไอ้ฮยอกมันอุตริมาใช้น้ำหอมกลิ่นนี้ล่ะก็ พ่อจะจับอัดข้างฝาเลย ไม่มีรสนิยมซักนิด”
กร่นด่าพลางก้มลงดูสิ่งของในมือ .....อ๋า?? ของของโจคยู แล้วอย่างนี้เค้าจะใส่ชุดอะไรล่ะเนี่ย?.....
ว่าแล้วก็คิดหนัก สมองเล็กของทงเฮกำลังถูกใช้งานโดยเจ้าของตัวเล็กๆที่อมลมเต็มแก้ม
“นายมากกว่าล่ะมั้ง ที่ไร้รสนิยมน่ะ”
เอ๋?????!!!!
ใคร? ใครอยู่กับเขาในห้องนี้!!!
ลีทงเฮหันหลังกลับเร็วๆจนผมปลิวไปตามแรง และหลังจากนั้นเขาก็สะกดคำว่ายืนไม่ได้อีกต่อไป แข้งขามันหมดเรี่ยวหมดแรงจนยืนไม่ไหว
“โจคยู!!!”
ทงเฮตาโต มือไม้อ่อนจนเสื้อผ้าในมือเลื่อนจะหลุดลงจากแขนรอมร่อ หากแต่อีกฝ่ายกลับยืนกอดอกนิ่งไม่แสดงความรู้สึกใดๆผ่านทางสีหน้า มีเพียงแววตาสีชาที่วาววับเป็นประกายให้ทงเฮได้สบสายตาเข้าไป
ยังผลให้ใจหล่นวูบ
เป็นเขาจริงๆนั่นแหละ โจคยูฮยอน!!
ตัวเหน็บกำลังกินทั้งใบหน้าและริมฝีปากจนขยับไม่ได้ ทงเฮได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดเจน และมันก็ดังขึ้น...ดังขึ้น เมื่อระยะห่างระหว่างคนทั้งสองกำลังถูกลิดรอนด้วยฝ่าเท้าเรียวยาวที่จงใจก้าวเข้ามาหา
หลังของทงเฮแนบสนิทกับบานประตูโดยไม่รู้ตัว กล้ามเนื้อของเขาสั่นไปทุกส่วนเมื่อพบว่า โจคยูสวมเพียงกางเกงวอร์มสีเทาเข้มตัวเดียว ปล่อยให้แผ่นอกกว้างเปลือยเปล่าสะท้อนเข้าสายตาจนคนมองสั่นเป็นเจ้าเข้า
“นายเข้ามาในนี้ทำไม?” เหมือนจงใจกลั่นแกล้ง ถึงได้เข้ามาประชิดกันขนาดนี้
“ฉะ...ฉัน..............เอา..เสื้อมาให้ กางเกง...กางเกงด้วย” ตอบคำถามด้วยการกระแทกเสื้อผ้าในมือใส่แผ่นอกของอีกฝ่ายแล้วก็ยืนหอบหายใจรัวเร็วหลบหน้าหลบตาจนงุด
คยูฮยอนรับเสื้อมาแล้วนำไปแขวนไว้ที่ราวไม้ข้างๆทั้งสายตายังไม่ละจากร่างตรงหน้า สายตาคมกริบสำรวจเครื่องหน้าและการแต่งกายอีกฝ่ายอย่างละเอียด
“เสร็จแล้วก็ออกไปสิ”
“ไม่ได้หรอก!”
คิ้วหนาได้รูปขมวดติดกันฉับ ทงเฮเผลอเงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาสีสนิมคู่นั้นแล้วก็ผละออกไปไม่ได้อีกเลย ดวงตารีเรียวดุจนกเหยี่ยว แววตาเย็นเฉียบที่สามารถกรีดลึกเข้าไปในหัวใจทุกดวงและนัยน์ตาที่แน่วแน่ไม่วูบไหว......แบบนี้แหละที่ทงเฮอยากจะเป็น
อยากเป็นผู้ชายที่มีสายตาแบบนั้น นิ่งเฉยจนคาดเดาอะไรออกมาไม่ได้
“ทำไม?”
สติของทงเฮวิ่งกลับสิงร่างเจ้าของมันเหมือนเดิม ทงเฮตัวกระตุกนิดหน่อยแต่ก็ปรับน้ำเสียงได้อย่างว่องไว “คือฉัน....ฉันเป็นแฟนคลับของนายที่แอบเข้ามาในนี้......”
คยูฮยอนไม่ได้มีทีท่าเปลี่ยนไปแม้แต่นิด นั่นยิ่งทำให้ทงเฮอึดอัดเข้าไปใหญ่
“ตอนแรกพวกเค้าเข้าใจว่าฉันอยู่ฝ่ายคอสตูมก็เลยใช้ให้ฉันเอาชุดพวกนี้มาให้นาย แต่ตอนนี้เค้ารู้แล้วว่าฉันไม่ใช่...ฉันเลยต้องหนี แต่ที่ฉันได้มาเจอนายมัน..บังเอิญ จริงๆฉันไม่ได้ตั้งใจบุกรุกเข้ามาหรอกนะ ก็แค่จะแอบมาหลังเวทีเพื่อดูนายตอนแสดงหน้าเวทีเท่านั้นเอง...”
“ทำไมไม่ซื้อบัตรเข้ามาดู”
“ซ...ซื้อแล้ว” น้ำเสียงติดจะห้าวนั้นเบาลงจนจับได้ ดวงตาที่ใสเหมือนมีเพชรน้ำหนึ่งฝังอยู่ดูสลดอย่างเห็นได้ชัด “แต่ว่า.....โดนมิจฉาชีพมันขโมยไปตอนที่อยู่หน้าคอนฯ”
“...........”
“ฉันพูดจริงๆนะ ฉันน่ะทำงานหนักเพื่อเก็บเงินมาดูคอนเสิร์ตของนายตั้งเกือบครึ่งปี นายไม่โกรธ..ใช่มั๊ย?”
“แล้วถ้านายไม่ออกไป ฉันจะแต่งตัวยังงัย” ในที่สุดคยูฮยอนก็ยอมพูดออกมาหลังจากเงียบให้ทงเฮใจเต้นไม่เป็นส่ำไปพักใหญ่ๆ คนถูกถามเลยรีบตอบไปอย่างเร็วไว
“ก็แต่งสิ ฉัน...ไม่มองหรอก แต่ถ้าฉันออกไปล่ะสิ คงแย่....ถ้าถูกจับได้ต้องขายหน้าแน่ๆเลย”
“แล้วก่อนทำทำไมไม่รู้จักคิด”
“หา!!!! นายว่าฉันเหรอเนี่ย!!??”
คยูฮยอนไม่ยอมตอบอะไรอีกแล้ว เขาเดินไปหยิบเสื้อเชิ้ตสีดำที่ปักลายเท่ห์ๆนั้นสวมอย่างรวดเร็ว
ปึงๆๆๆ!!
“คยูฮยอน นายอยู่ในนี้รึเปล่า?”
ทงเฮเบิกตากว้างเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้ แต่ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่เขาเป็นห่วงม่านตาของตัวเองมากที่สุด
เสียงทุบประตูดังตึงๆจนคนขวัญอ่อนสะดุ้ง หากแต่คยูฮยอนกลับทำเพียงเลิกคิ้วขึ้นสูง ทงเฮเห็นริมฝีปากของคยูฮยอนกำลังจะขยับก็รีบโบกไม้โบกมือห้ามพลางส่งภาษาใบ้ไปให้
“”เงียบเอาไว้นะ””
“ครับ อยู่ในนี้”
“”เฮ้ย! จะบ้ารึงัยเล่า”” ทงเฮฟึดฟัดใส่ แต่นักร้องรูปหล่อกลับทำเพียงยักไหล่ไม่แยแส
“ได้ชุดรึยังน่ะ พอดีมีแฟนคลับแอบเข้ามาแล้วก็อ้างว่าตัวเองอยู่ฝ่ายคอสตูมเอาเสื้อไป”
คยูฮยอนหันไปมองคนตัวเล็กที่กำลังทำหน้าเหวอ อ้าปากรับลมอยู่ “ได้แล้วครับ”
“”หา!! ตอบแบบนั้นทำไมกัน?””
“แล้ว....เด็กคนนั้นอยู่ไหน อยู่กับนายรึเปล่า?”
ทงเฮกำลังบีบมือตัวเองอย่างร้อนใจ จากที่ชอบผู้ชายอย่างคยูฮยอน ตอนนี้จะกลายเป็นกลัวแล้วสิ ก็ดวงตาคู่นั้นมันบอกอะไรกับเขาไม่ได้เลย!!
คนตัวเล็กกำลังอ้อนวอนนักร้องในดวงใจทางสายตา แต่อาการมองสบเพียงหนึ่งวินาทีแล้วหันกลับไปทางประตูห้องมันบั่นทอนกำลังใจของทงเฮจนขาดสะบั้น
“ไม่รู้สิครับ เอามาให้แล้วก็วิ่งหนีไปเลย”
คำตอบของคยูฮยอนทำให้ทงเฮเรียบเรียงสติตัวเองไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเอามือไม้ไปวางไว้ที่ตรงไหน ไม่รู้ว่าส่วนไหนเป็นแขนขาตัวเอง อ๊ากกก!! ความรู้สึกมันเหมือนโดนชุบชีวิต
“ขอบคุณนะ!!” ทงเฮร้องเสียงใส
ทว่ากับคยูฮยอน เขาไม่เพียงแต่ไม่รับคำขอบคุณนั้นเอาไว้ แต่เขายังลูบหลังแล้วตบหัวด้วยการไล่ทงเฮออกจากห้อง “พวกนั้นคงไปทางอื่นแล้วล่ะ งั้นนายก็ออกไปได้แล้ว ฉันจะแต่งตัว”
“..........”
คยูฮยอนหันหลังให้ ความดีใจที่พุ่งขึ้นสูงเกือบทะลุปรอทลดฮวบจนกลายเป็นติดลบ ในอกของทงเฮวูบโหวงไปหมด.....ก็คิดว่าที่ทำไปจะช่วยเหลือกัน ที่จริงก็ทำเพื่อตัวเอง....ตัดรำคาญ
“ยังงัยก็ขอบคุณนะ........ฉัน....ไปแล้วนะ” ทงเฮเอ่ยเสียงเบา เหลือบสายตาขึ้นมองดูคนตัวสูงอีกที เผื่อว่าจะได้รับสายตาที่เขาหวังลึกๆว่าจะเห็นมันกลับคืนมาบ้าง...ทว่ามันกลับไม่มี
“...........”
“ไป..ไปจริงๆนะ”
“...........”
“บ.......บาย”
“...........”
ทั้งๆที่ได้เข้ามาใกล้ถึงขนาดนี้แล้ว แต่เพียงแค่เสียงร้องเพลงนุ่มทุ้มที่ทงเฮใฝ่ฝันว่าจะได้ฟังสดๆจากปากของโจคยูยังไม่มีโอกาส อยากจะกลับไปขอร้องให้เขาร้องเพลงให้ฟังซักท่อน แต่ก็ไม่กล้า...แค่เค้าหันหลังให้ไม่มีคำบอกลาซักคำ ความพยายามของทงเฮก็ดูจะดับวูบเหมือนเทียนถูกลมเป่า
โจคยูฮยอนในความเป็นจริง
ช่างแตกต่างจากที่ทงเฮวาดฝันเอาไว้เหลือเกิน
End of part 1
กาเท่เร่'s talk ]] ได้เวลาเปิดตัวฟิคยาวเรื่องใหม่ (ได้ข่าวว่าตอนนี้มีค้างอยู่อีกตั้ง 2 เรื่อง แหะๆ)
เอาเหอะ ก็มัน*เงี่ยน*นี่หน่า.. Sj-M ทำคลั่งไปกับคยูเฮ ไม่รู้ว่าช้าไปมั๊ยอ่ะ ที่จะลงฟิคคยูเฮ แต่ก็อยากลงจริงๆนะ
ประเดิมบล็อกใหม่ หวังว่าจะมีคนหลงเข้ามาอ่านเนาะ?
แล้วก็ต้องกราบประทานอภัยท่านผู้อ่านที่ติดตาม Waltz in ขอโทษอีกครั้งด้วยใจจริง มันเกิดความผิดพลาดอ่ะ แก้ไม่ได้ซะด้วยเลยต้องยุบสถานเดียว *แหะๆ*
ยังงัยน้ามก็ฝาก Can we อีกเรื่องเนาะ??
ขอบคุณที่อ่านกันค่ะ ^^
ปล. นึกภาพคยูไม่ออก จ้องรูปนี้ซัก 30 วินาทีค่ะ ซึมซาบมันเข้าปาย~


#1 By (203.155.40.12) on 2008-04-23 16:17