● |Fic| Can we |Part 2.1| 70%
posted on 25 Apr 2008 14:44 by kyuhae in Fic-Can-wekatere's talk :: มาต่อเร็วเกินคาด แต่ยังไม่ครบ 100% นะ แค่ 70% ก่อน เอามาเรียกน้ำย่อย อิอิ
ไม่รู้จะคุยอะไร เอาเป็นว่าอยากให้อ่านกันเยอะๆ ถ้าใครจิ้นบุคลิคคยูฮยอนเรื่องนี้ไม่ออก จ้องค่ะ
Part 2 [70%]
ใช่ว่าทงเฮจะไม่พยายามลืมเรื่องวันนั้นเสียหน่อย แต่ถึงตอนนี้ เขาก็คงต้องยอมรับแล้วล่ะ ว่าเขาลืมไม่ได้จริงๆ คำพูดห้วนๆแบบพวกยโสโอหัง แววตาดูหมิ่นกับรอยยิ้มที่เหยียดออกเป็นเส้นตรง ทุกอย่างที่โจคยูฮยอนแสดงออกมาให้เขาเห็น มันติดแน่นอยู่กับผนังหัวใจคล้ายจะเกาะกินเป็นมะเร็งไปเลยด้วยซ้ำ!
ทงเฮพยายามเกลียดผู้ชายคนนั้นอย่างถึงที่สุดแล้ว
แต่ให้ตายเถอะ แค่ได้ยินเสียงร้องนุ่มทุ้มน่าฟัง ทุกอย่างก็ปลิวหายไปเหมือนปุยนุ่น
ทงเฮอยากตีขาตัวเองให้ลายเลยเชียว ทำไมถึงต้องหยุดเดินด้วย..แค่เดินต่อไป อีกไม่นานก็จะถึงบ้านแล้ว แต่มันกลับหยุดชะงักเพียงแค่เสียงเพลงสะดุดหูกับภาพเอ็มวีตัวใหม่ล่าสุดของโจคยูฮยอนที่กำลังฉายอยู่ในจอทีวีพลาสมานับสิบเครื่องหน้าร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า
...หันหน้าหนี แล้วเดินออกไปซะ!...
ขาของเขาออกวิ่งเร็วจนน่าตกใจ ทงเฮวิ่งอย่างไม่รู้จุดมุ่งหมาย รู้ก็แค่เหตุผลที่ต้องวิ่งออกมา ...เขาไม่อยากเห็นหน้านักร้องนิสัยไม่ดีคนนั้น ทงเฮหยุดยืนหอบอยู่ ณ ที่ใดซักแห่ง และเมื่อมองไปรอบๆก็เห็นเป็นลานกว้างปูด้วยผืนหญ้าสีเขียวขจี มีม้านั่งวางอยู่ประปราย รวมถึงเครื่องเล่นสีสันสดใสที่ตั้งอยู่เป็นจุดๆนั้นก็ตัดกับสีเขียวได้อย่างลงตัว บริเวณรอบๆดูร่มรื่นเพราะต้นไม้ใหญ่ที่ทอดเงาลงมาเป็นวงกว้าง สายลมเย็นๆที่พัดผ่านมาทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
จะว่าไป ในช่วงสอง-สามวันที่ผ่านมาทงเฮไม่ได้ปล่อยให้หัวตัวเองโล่งแบบนี้เลย ตั้งแต่เมื่อวันที่ทงเฮชวดการไปดูคอนเสิร์ตครั้งนั้น กระเป๋าที่ถูกขโมยไปก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับคืน แถมทุกเย็นทงเฮก็มักจะต้องกลับบ้านเร็วกว่าเวลาเลิกงานเพราะการที่ลูกค้าที่ร้านทะเลาะกันเรื่องของเขา ก่อนจะจบที่เจ๊เซียงขู่ว่าจะไล่ออก ชีวิตของลีทงเฮมันช่างเศร้าซะจริงๆ
ตุ่บ!
“โอ๊ะ!!”
หัวของเขาโคลงไปแป๊บนึง กว่าจะตั้งสติได้ก็เสียเวลาไปหลายวินาทีพอที่จะให้กลุ่มเด็กน้อยอีกซัก 4-5 คนวิ่งมารุมให้ได้เวียนหัว ทงเฮล้มพับอยู่กับพื้นเมื่อคลื่นเด็กซนสลายตัวไปแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นแล้วถึงได้รู้ว่าเด็กพวกนั้นกรูกันเข้ามาเพื่อแย่งกันเก็บลูกบอล ที่ก่อนหน้านี้มันดันอุตริมากระแทกเข้ากับหัวของเขา
“ไอ้เด็กบ้า” ทงเฮสบถเบาๆ แต่สายตากำลังส่งไปคาดโทษพวกเด็กๆอย่างโจ่งแจ้ง ทงเฮไม่มีเชื้อสายนางงามอยู่ในตัวอยู่แล้ว เขาเลยสามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ว่า –เกลียดเด็ก-
เขาลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล และรีบปัดฝุ่นตามกางเกงเป็นพัลวันเมื่อก้นเป็นอิสระจากพื้นหญ้า เขาหันไปมองกลุ่มเด็กนั้นอีกหนและครั้งนี้ก็มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก
ก็เด็กพวกนั้นกำลังจะสิ้นฤทธิ์ เด็กผู้ชายตัวอวบๆคนหนึ่งกระโดดโหยงๆพยายามคว้าอากาศ และเมื่อทงเฮเลื่อนสายตาให้สูงขึ้นไปก็พบว่าลูกบอลตัวดีติดอยู่บนต้นไม้สูง
ดีแล้ว...จะได้เลิกซนกันซักที!
อ่ะ.....เห???
ทงเฮกำลังจะสาวเท้าหนีแต่ก็ช้าไป มีมือเล็กๆตะปบเอาปลายเสื้อยืดของเขาไว้ และเสียงเล็กๆก็ดังขึ้นจากข้างหลัง “พี่ฮะ ช่วยเก็บลูกบอลให้พวกเราหน่อยสิฮะ”
-พี่ฮะ- ของเด็กๆทำได้แค่อูมปากและยิ้มแห้งๆกลับไป สุดท้ายก็ต้องมากระโดดโหยงๆเลียนแบบท่าเด็กๆอย่างน่าอนาจใจ
ทงเฮนึกโกรธพ่อกับแม่ขึ้นมาก็ตอนนี้แหละ งกไม่เข้าเรื่อง จะให้ส่วนสูงทงเฮมากกว่านี้ก็ไม่ได้....จริงๆ ทงเฮกำลังโบ๊ยความผิดว่าไม่ได้เป็นเพราะเขาที่ไม่ชอบดื่มนมตอนเด็กๆน่ะ
“โหยยย แค่นี้เองอ่ะ ทำไมถึงเอาไม่ได้ซักทีล่ะฮะ”
“พี่นี่ตัวเตี้ยชะมัดเลย”
“ช่าย ช่าย ช่าย”
ไอ้เด็กบ้า!! ดีแค่ไหนแล้วที่ฉันยอมเสียเวลามากระโดดเก็บลูกบอลให้น่ะฮะ พวกเด็กพ่อแม่ไม่เคยสั่งสอน ฮึ! ถ้าลองฉันไม่เก็บให้แล้วจะหนาว ชิ!
อ้ะ!
ลูกบอลหายไปแล้ว ทงเฮชะเง้อคอมองก็พบว่าไม่มี แต่เขามั่นใจว่าเมื่อกี๊มันอยู่ตรงหน้า แล้ว...มันหายไปไหน?
“คุณอาเก่งจังเลย ไม่เหมือนพี่คนนี้เลยเนอะ” ทงเฮหันขวับ เขาเห็นผู้ชายคนหนึ่ง เขาตัวสูงกว่าทงเฮซักประมาณ 8-9 เซนต์ ผู้ชายคนนั้นกำลังส่งลูกบอลสีแดงให้กับเด็กๆที่ยิ้มหน้าบานเป็นกระด้ง
“พ่อเราเก่งอยู่แล้ว พวกนายไม่รู้รึงัย!”
ทงเฮเอียงคอมองผู้ชายที่เด็กตัวอวบเรียกว่าพ่ออย่างคลางแคลงใจ หน้าตาของเขาดูเหมือนจะยังหนุ่มอยู่เลย ทงเฮเดาว่าอายุของเขาคงยังไม่พ้นเลข 2 แต่ว่า...ทำไมเด็กคนนั้นถึงเรียกว่าพ่อล่ะ?
ชายหนุ่มตัวสูงลูบหัวเด็กชายอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเปลี่ยนแนวสายตามาทางทงเฮที่ยืนตัวตรงแหน่วอยู่กับที่ “ขอโทษแทนพวกเด็กๆด้วยนะ พวกนี้น่ะ..พูดจาไม่เพราะเอาเสียเลย”
“ไม่เป็นไรหรอกฮะ” ทงเฮตอบพลางเอามือลูบท้ายทอย แต่ก่อนที่จะรู้ตัว ทั้งเขาแล้วก็ผู้ชายหน้าตาใจดีคนนั้นก็ถูกพวกเด็กๆไล่ต้อนให้เล่นลิงชิงบอลเป็นเพื่อน แน่นอน...ทงเฮเปิ่นเกินกว่าจะต้านทานแรงของเด็กๆได้
ทงเฮยอมให้เด็กแกล้งจนหนำใจ ก่อนจะได้อิสระมานั่งพักดื่มน้ำตรงม้านั่ง ผู้ชายตัวสูงทิ้งตัวลงนั่งข้างๆด้วย และเขาก็เป็นฝ่ายชวนทงเฮคุยก่อน “เบื่อหรือเปล่า?”
“ป...เปล่าฮะ สนุกดี เล่นกับพวกเด็กๆ” ทงเฮพูดปดคำโต
“จริงสิ เรายังไม่รู้จักกันเลย แต่ดันปล่อยให้ซองมินกับพวกเพื่อนๆกลั่นแกล้งเอาได้ซะนี่” เสียงของเขานุ่มและน่าฟัง “ฉันฮันคยองนะ เรียกพี่ฮันก็ได้ แล้วเธอล่ะ?”
“ทงเฮฮะ ลีทงเฮ” ทงเฮมองปลายเท้าทั้งสองของตัวเองที่กำลังถูกันอยู่ และคำถามที่ข้องใจตั้งแต่แรกเห็นก็ผุดขึ้นมา “คุณ...เอ่อ พี่ฮัน คือผมหมายถึง ซองมินที่พี่พูดถึงคือลูกชายของพี่อย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่แล้ว อ้า!” เด็กตัวอวบที่ทงเฮคิดว่าน่าจะเป็นเด็กชายซองมินวิ่งถลาเข้ามากอดคุณพ่อของเขาพอดี ฮันคยองอ้าแขนรับลูกชายก่อนจะยอมนั่งนิ่งๆให้เด็กขโมยหอมแก้ม
“อ่า.....ใช่แล้วๆ ซองมิน แนะนำตัวเองให้พี่ทงเฮรู้จักหน่อยเร็ว”
ซองมินหันหน้ามามองทงเฮ แต่แก้มยังแนบอยู่กับท่อนแขนแข็งแรงของคนเป็นพ่อ ลูกแก้วใสจ้องทงเฮแป๋ว ซองมินกะพริบตา 1 ปริบก่อนจะผละออกจากอ้อมกอดแล้วยืนตัวตรง “ผมชื่อซองมินคับ อายุ 5 ขวบ เรียนอยู่โรงเรียนอนุบาลซอนบี ชอบสีชมพูกับตุ๊กตาหมี อนาคตอยากเป็นนักร้องเหมือนคยูฮยอน”
ทงเฮกะพริบตาปริบๆเลียนแบบเด็กน้อย พอรู้ตัวแล้วจึงยิ้มหวานกลับไปให้ ฮันคยองชมลูกชายตัวเล็กว่า-ดีมาก-แล้วก็อุ้มตัวกลมๆนั้นนั่งตักตัวเอง
“ซองมินรู้จักคยูฮยอนด้วยเหรอ?”
“รู้สิคับ พี่คยูฮยอนร้องเพลงเพราะมากๆ แถมใจดีด้วย”
“ฮี่...ใจดี” ทงเฮรู้สึกทุเรศหน้าตาตัวเองสุดๆ ตอนนี้คงจะฉีกยิ้มจนเหงือกบานไปแล้วมั้ง
แสงสีส้มที่ทอดตัวลงกระทบกับแก้มกลมใสของเด็กชายซองมินจนขึ้นสีนวลบอกให้รู้ว่าพระอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้าแล้ว เด็กน้อยดื้อจะเล่นกับเพื่อนต่อแต่ฮันคยองบอกว่าต้องรีบกลับบ้าน เดี๋ยวคุณแม่จะโกรธเอา และพอดีว่าทางกลับบ้านของสองพ่อลูกดันอยู่ทางเดียวกับบ้านหลังเล็กๆของทงเฮ เขาจึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะมีเพื่อนใหม่อีก 2 คนเป็นเพื่อนร่วมทาง
เช้าวันใหม่ที่อากาศอบอ้าวกว่าทุกวัน ทงเฮตื่นสายกว่าปกติไปประมาณ 20 นาที และพอสะดุ้งหลุดออกจากนิทราเขาก็กระเด้งตัวเองออกจากเตียงทำเอาสปริงแทบเสียสมดุล วันนี้ทงเฮแต่งตัวได้แย่มาก ทั้งเสื้อที่ยับยู่ยี่เพราะไม่ได้รีด กางเกงยีนส์เก่าๆที่พาดตากลมไว้ กับรองเท้าผ้าใบที่สภาพก็ไม่ได้น่าดูไปกว่าทุกวัน เขาไม่ได้กินข้าวเช้าเพราะต้องรีบไปทำงานก่อนที่เจ๊เซียงจะขู่เรื่องไล่ออกหรือตัดเงินเดือนได้อีก
โป๊ก!!
“โอ๊ยยย!!” ทงเฮกุมหัวป้อย จะเรียกว่าโชคดีได้มั๊ย? ที่เขาเห็นดาวเห็นเดือนตั้งแต่เช้า แต่เรียกโชคร้ายน่าจะเหมาะกว่า เพราะมันทำให้หัวของเขาขึ้นก้อนโตๆโดยไม่ได้รับเชิญ ทงเฮหน้าหงิกกว่าเดิมเมื่อเงยหน้าขึ้นมองสิ่งกีดขวางแล้วพบว่ามันเป็นเสาไฟฟ้าที่ปิดโปสเตอร์โฆษณาอัลบั้มใหม่ของโจคยูฮยอนเอาไว้
‘ตัวซวย’
นั่นแหละ ความคิดที่มันเปล่งประกายเข้ามาในหัว
“มาขวางทางฉันทำไมน่ะ คนกำลังเดินไม่เห็นรึงัยเล่า ยังจะมาทำหน้าหล่อใส่อีก ไอ้บ้าเอ๊ย!”
ทงเฮรู้ว่าตัวเองโง่ก็ตอนที่ประเคนฝ่าเท้าให้กับต้นเสาแล้วต้องเด้งขากลับมากุมด้วยความเจ็บ เขาคาดโทษบุคคลในโปสเตอร์ท่ามกลางสายตางงงวยของคนที่เดินผ่านไปผ่านมา
ทันทีที่เขาก้าวขาข้ามธรณีประตูหน้าร้านบะหมี่ของเจ๊เซียงมาได้ ทงเฮก็ต้องสะกิดใจกับสายตาจากทุกคนในร้านที่มองมายังเขาเป็นจุดเดียวกัน ...มันแปลกๆ บอกไม่ถูก
ทงเฮกำลังจะอ้าปากสืบสาวราวเรื่องจากรุ่นพี่ที่สนิทกันแต่เสียงของเจ๊เซียงดังตัดหน้าเสียก่อน “อาทงไห่....ลื้อยังไม่ได้จดหมายที่อั๊วะส่งไปเหรอเนี่ย?”
“จดหมาย....จดหมายอะไรเหรอฮะ” ทงเฮถามกลับไปเพราะว่าไม่รู้จริงๆ
“เอ่อ....อาทงไห่ ลื้อไม่ต้องมาทำงานที่ร้านอีกแล้วล่ะ”
“ว่างัยนะฮะ!!”
เจ๊เซียงกรีดนิ้วเอาผ้าเช็ดหน้าสีแดงสดซับเหงื่อที่ก็ไม่เห็นว่าจะมีซักหยดตรงหน้าผาก ก่อนจะตอบคำถามของทงเฮชัดถ้อยชัดคำ “ไม่ต้องมาทำงานอีกแล้วล่ะ”
.
.
.
“ม...หมายความว่างัย” ทงเฮสั่นจนลืมคำว่าสุภาพไปถนัด และที่เขาถามออกไป..สาบานว่าไม่ได้ต้องการคำตอบเลยซักนิด
“ก็หมายความว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ลื้อ—ไม่—ต้อง—มา—ทำ—งาน แล้วน่ะสิ”
“ทำไมล่ะฮะ เป็นเพราะอะไรน่ะ”
“ทงไห่ก็รู้ใช่มั๊ยจ้ะ ว่าเดี๋ยวนี้เศรษฐกิจบ้านเรามันแย่ขนาดไหน แล้วพนักงานร้านเราก็มีกันจนเกือบจะล้นร้านอยู่แล้ว อั๊วะก็เลยจำเป็น....จะต้องปลดบางคนออกน่ะจ่ะ”
“แล้วทำไมต้องเป็นผม!” ทงเฮสวนกลับทันควัน รู้สึกว่าหน้ามันร้อนผ่าว มือก็กำแน่นจนรับรู้ถึงแรงกดจากปลายเล็บ
“ก็....ทงไห่ทำงานร้านนี้มานานกว่าเพื่อน แล้วอั๊วะก็เห็นว่าลื้อควรจะพัก..”
“แต่เงินมันไม่ต้องการพักนี่ฮะ”
เกิดความเงียบขึ้นในฉับพลันทันใด ไอประหลาดพวยพุ่งไปรอบๆบริเวณจนดูน่ากระอักกระอวล ทงเฮกำหนดลมหายใจเข้าออกได้อย่างยากเย็น สังเกตได้ว่าทุกครั้งที่เขาพยายามหายใจเข้าดูเหมือนบัลดาลโทสะจะพยายามให้เขาร้องตะโกนออกมาเสียงดังๆ
ตัวซวย
ตัวซวย
เป็นเพราะตัวซวยนั่นแน่ๆ!
ฝ่าเท้าเรียวเล็กกระทืบปึงปังออกจากร้าน เนื้อสมองของทงเฮดูเหมือนจะไหลมารวมกันอยู่ที่หัวฝั่งขวา มันเต้นตุ่บๆคล้ายจะระเบิดออกมาในไม่ช้าไม่นาน
“เจ๊.....มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ ทงเฮมันดูเหมือนจะไม่ได้รู้เรื่องด้วยเลยนะ”
เจ๊เซียงพรูลมหายใจคิดหนักไม่ต่างกัน สีหน้าเธอไม่สบายอกสบายใจเอาเสียเลย “แล้วจะให้อั๊วะทำยังงัยล่ะ ลื้อก็เห็นไม่ใช่เหรอ ว่าพวกลูกค้าน่ะ ทะเลาะกันเพราะอาทงไห่ได้ทุกวี่ทุกวัน”
“อ้าว เฮ้ย! ไอ้ทงเฮ เป็นอะไรของแกวะ” ฮยอกแจที่อยู่ในสภาพผมฟูฟ่องเป็นทรงคุณนายไฮโซทักเสียงหลงเมื่อเห็นหน้าแดงๆของเพื่อนรัก ทงเฮไม่ตอบแต่โผเข้ากอดเพื่อนตัวผอมทันที
“ฮยอกแจ....ฮึก....ฉ.....ฉัน....ฉันถูกไล่ออก ฮึก...ฉ..ฉันกลายเป็นคนตกงานไปแล้ว เจ๊นั่นใจร้าย....ใจร้ายที่สุดเลย!!”
“ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้ล่ะวะ นายไปมีเรื่องกับลูกค้าอีกรึงัย”
“ไม่ได้มี!!!” ทงเฮตะโกนลั่น เจ้าตัวผลักฮยอกแจจนกระเด็นแล้วก็เดินกระทืบเท้าไปทิ้งก้นลงกับฟูกเล็กๆกลางห้อง ไม่นานฮยอกแจก็วิ่งโร่หาสำลีอุดหูแทบไม่ทัน “ฉันไม่เคยไปหาเรื่องลูกค้า มีแต่ลูกค้าพวกนั้นนั่นแหละที่ทะเลาะกันเอง วันๆเรียกแต่จะให้ฉันไปเสิร์ฟให้ พอฉันไปไม่ได้ก็หาว่าฉันลำเอียง แล้วก็ทะเลาะกันลั่นร้าน เจ๊เซียงก็ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย มาถึงก็ด่าเอา ด่าเอา เห็นฉันเป็นพวกอ่อยคนรวยรึยังงัยกันเล่า!!”
แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก!
“ใจเย็นเว้ย ใจเย็น” ฮยอกแจทรุดตัวลงนั่งพลางเอื้อมมือมาลูบหลังเบาๆ ดูก็รู้ว่าไม่กล้าลงน้ำหนักแรงๆทำเหมือนตัวทงเฮร้อนเป็นก้อนฟืนอย่างนั้นแหละ
“พยายามอยู่!!” ทงเฮตวาด เสร็จแล้วก็มานั่งหอบแฮ่กๆทำลิ้นห้อย ฮยอกแจหน้าเหวอไปเป็นพักๆเนื่องจากตามอารมณ์เพื่อนไม่ทัน
เขาปล่อยให้ทงเฮสงบสติอารมณ์ไปพักใหญ่ กระทั่งแน่ใจว่ามันจะไม่ลุกมาโวยวายขว้างข้าวของแน่ๆแล้วถึงค่อยเสนอวิธีของตัวเอง “เอางี้มั๊ย ไอ้หมวย”
ทงเฮยกมือปาดน้ำตาไปปื้นใหญ่ เขาช้อนลูกตาที่ถูกประดับตกแต่งด้วยแพขนตาชุ่มน้ำเป็นประกายขึ้นมองคนพูด ส่งเสียงฮึในลำคอเหมือนจะถาม
“ไปทำงานที่ร้านกับฉัน ดีป่ะ?”
“อะไรนะ?” ฮยอกแจเชื่อว่านั่นเป็นแนวความคิดที่ถูกใจไอ้หมวยของเขาเลยทีเดียว ทงเฮเบิ่งตาโตและบนใบหน้าก็ปรากฏเป็นรอยยิ้มบางๆ
“ไปทำงานที่ร้านกับฉันงัย ได้ยินผู้จัดการบ่นมาว่าอยากได้คนเพิ่ม ฉันจะลองพานายไปเสนอเอง”
ไม่มีปี่มีขลุ่ย ทงเฮกระโจนเข้ากอดเพื่อนหมับ “ฉันรักนายจังเลยว่ะ ฮยอกแจ รัก รัก รัก รักที่สุดเลยเว้ย!!” ฮยอกแจขนลุกซู่ซ่าเมื่อรู้ว่าไอ้เพื่อนตัวดีมันเอาอีกแล้ว รู้ว่าเพื่อนมันเป็นพวกหวงตัวก็ยังจะมาหอมซ้ายหอมขวาให้เบื้องบนเค้าปั่นป่วน คิดหนักว่าจะให้ฟ้ามันผ่าลงมาดีมั๊ย?
“โอ๊ย พอแล้ว พอ พอ...ไอ้บ้า!!”
ทงเฮตื่นเต้นกับยูนิฟอร์มใหม่มากๆ เสื้อเชิ้ตสีแดงแถบขาว บนอกซ้ายมีตราโลโก้เก๋ๆสีน้ำเงินเข้มปักอยู่ ทงเฮรู้สึกโหวงๆที่ต้องใส่กางเกงแสล็กแทนกางเกงยีนส์ แต่มันก็ดูดีไปอีกแบบ ทงเฮเพิ่งจะได้มาเห็นที่ทำงานของฮยอกแจก็วันนี้ มันเป็นร้านสะดวกซื้อขนาดปานกลางที่ติดหลอดนีออนสว่างจ้าอยู่ทั่วทุกมุมร้าน บริเวณรอบๆเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนหลากหลายวัยพลุกพล่าน ดูแล้วไม่เงียบเหงา ซ้ำยังมองดูน่าเพลินตาเพลินใจอีกต่างหาก
ทงเฮสวมหมวกสีแดงลงบนหัวอย่างพิถีพิถัน สีของมันสดใสตัดกับความขาวของทงเฮได้อย่างดูดี ฮยอกแจที่ใช่จะคล้ำเสียเมื่อไหร่ยังนึกอิจฉาในความน่ารักของเพื่อน
“KD shop ยินดีต้อนรับฮะ”
วันนั้นทงเฮทำงานอย่างสนุกสนาน เขายิ้มต้อนรับลูกค้าจนเมื่อยแก้ม แต่กระนั้นทงเฮก็บ่ยั่น ยิ่งพอเลิกร้านได้รับคำชมจากผู้จัดการร้านด้วยทงเฮยิ่งยิ้มแก้มปริ
“ลูกค้าเยอะกว่าทุกวันอีกนะ”
“จริงเหรอ?”
“ขายเก่งเหมือนกันนี่”
“บังเอิญมั้ง วันนี้เป็นวันเสาร์ด้วย คนคงมาเที่ยวเยอะน่ะ” ทงเฮตอบเบาๆอย่างถ่อมตัว แต่นั่นมันทำให้ฮยอกแจหมันไส้อย่างบอกไม่ถูก เลยห้ามมือไม้ไม่ให้เอื้อมไปหยิกแก้มเพื่อนรักไม่ได้ “โอ๊ยย เจ็บ!”
“หมันไส้โว้ย!!”
“ไอ้ไก่ นายแน่มาก!!!”
หลังจากนั้นทงเฮก็ไปทำงานที่ร้านสะดวกซื้อทุกวันด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ มีลูกค้าแน่นร้านทุกวันจนเหตุผลที่ว่า-บังเอิญ-ของทงเฮดูจะเป็นหมันไปชั่วขณะ แต่แล้วเหตุการณ์ที่ฮยอกแจสังหรณ์ว่ามันจะเกิด มันก็เกิดขึ้นจนได้
“ผมมาก่อน ทงเฮก็ต้องคิดเงินให้ผมก่อนสิครับ”
“แต่ว่าฉันซื้อมากกว่าแกนะเว้ย ไอ้ขี้เก็ก”
“แกว่าฉันว่ายังงัยนะ!!”
“ขี้เก็กโว้ย!! ทงเฮอย่าไปสนใจคนหูตึงเลยนะครับ”
นี่แน่ะ...ยังน้อย ถ้าจะเอาให้หนักๆก็คงจะเป็นมวยคู่เอกคู่ล่าสุด ที่ดันมาเปิดเวทีกันอยู่หน้าเค้าน์เตอร์คิดเงิน จริงๆมันก็จะไม่ได้เกี่ยวกับพนักงานขายเลยแม้แต่นิด ถ้าหากว่าหัวข้อการเปิดศึกจะไม่ใช่ ‘ศึกชิงทงเฮ’
“ฉันขอโทษนะฮยอกแจ”
ฮยอกแจมองหน้าเพื่อนอย่างเป็นห่วงแล้วก็รีบเอื้อมมือไปตบบ่าปุๆอย่างให้กำลัง “อย่าเครียดไปเลยน่า”
“ฉันจะลาออก!!”
“เฮ้ย!! ไม่เอานะทงเฮ แค่นี้..จะลาออกได้ยังงัยกัน”
“ไม่เอาหรอก ถึงฉันจะอยู่ต่อไป วันใดวันหนึ่ง ฉันก็ต้องถูกไล่ออกเหมือนที่เจ๊เซียงทำ”
“เฮ้ย! ไม่เห็นจะเกี่ยว เจ๊เซียงเค้าไม่ได้ไล่แกออกด้วยเหตุผลนี้หรอกน่า โธ่เอ๊ย! ทำไมคิดมากอย่างงี้เนี่ย!!”
ทงเฮยืนเงียบก้มหน้ามองเศษถุงขนมพลาสติกที่ปลิวมาติดปลายรองเท้าก่อนที่มันจะปลิวไปตามทางของมัน ทงเฮกำลังรอให้มีอะไรอีกก็ได้ลอยมาติดเท้าเขาอีก เขาจะได้มองมันแทนหน้าของฮยอกแจ
“ทงเฮ.......”
“ไอ้หมวย!!”
“ฉันไม่เป็นอะไรหรอกน่า เก่งๆอย่างฉันมีคนอยากรับเข้าทำงานตั้งเยอะแน่ะ!” ทงเฮเกลียดเสียงของตัวเอง ทำไมมันถึงได้เล็กกว่าปกติแล้วก็ดูเสแสร้งอย่างนี้นะ?
“ไอ้หมวย!!!”
“วู้ววว! ไม่เป็นอะไรหรอกน่า นี่..ผู้จัดการเค้าเรียกนายน่ะ” ทงเฮแกล้งทำเป็นมองข้ามไหล่ฮยอกแจไปทางด้านหลัง
แต่ฮยอกแจส่ายหัว “ไม่-เชื่อ”
“จริงๆ โน่นแน่ะ หน้าเครียดใหญ่แล้ว” คราวนี้ทงเฮเลยต้องลงทุนชี้ไม้ชี้มือเป็นท่าประกอบพร้อมเขย่งปลายเท้ากะย๊องกะแย๊ง ฮยอกแจหยุดคิดนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็หลงกล ทงเฮเลยใช้ช่วงเวลาสั้นๆนั้นเผ่นแน่บออกมา
ทงเฮรู้ว่าเขาก็แค่หนีปัญหา สุดท้ายก็ต้องวกกลับไปเผชิญกับมัน
แล้วทงเฮก็รู้ด้วยว่า การที่เขาอยู่คนเดียว มันน่าจะดีกว่าต้องมาเผชิญหน้ากับฮยอกแจที่คอยบอกซ้ำๆ ว่า-มันไม่ใช่ความผิดของนาย-
ถนนสายนี้ยังคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน การจราจรก็ค่อนข้างแออัดแต่ไม่เท่าตอนเช้า ทงเฮเดินเรื่อยๆเปื่อยๆยังไม่อยากกลับบ้าน นานมากๆที่ทงเฮปิดหูปิดตาจากสังคมยามค่ำคืน มันไม่ได้เงียบสงบเหมือนในห้องนอนของเขา แต่มันดูวุ่นวายแล้วก็คึกคักตลอดเวลา
ไฟข้ามถนนเปลี่ยนเป็นสีเขียวตรงสัญลักษณ์รูปคน ทงเฮระมัดระวังพอที่จะหันซ้ายหันขวาดูถนนด้วยสายตาตัวเองอีกครั้ง
โอ๊ะ!!
โลกของทงเฮมืดตึ่บไปชั่วขณะ เหมือนมีอะไรเย็นๆแปะอยู่บนใบหน้า และเมื่อเขาคลำมันดูก็รู้ว่าเป็นแผ่นกระดาษขนาดประมาณ A4 เขาดึงมันออกจากหน้าและเพ่งมองมัน
“โจคยู!!! นายอีกแล้ว!!!”
รังควาน รังควาน รังควาน ตามรังหวานไม่รู้จักจบจักสิ้น ฉันล่ะไม่เข้าใจนายเลยจริงๆ ทำไมชอบมาให้เห็นเวลาอารมณ์ไม่ดี แล้วตอนนี้นายก็ยังมาตอกย้ำฉัน!!
ปิ๊นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน!!!
เหมือนมีลูกบอลกระเด้งจากท้องมากระแทกที่ปลายคาง ทงเฮสะดุ้งโหยงก่อนจะมองไปรอบๆตัว และก็รู้ว่าเขาอยู่กลางถนน!!
ใจเขาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มในวินาทีแรก แต่หลังจากนั้นไม่นานเขาก็รวบรวมสติให้กลับคืนมาได้ดังเดิม เขาก้าวขาเร็วๆเพื่อข้ามไปยังอีกฝั่ง
“เกือบตาย!!! นายทำฉันเกือบตาย โจคยู!!!!”
ดูเหมือนความวุ่นวายมันจะรักทงเฮแบบถวายชีวิต ตอนนี้โลกใบเล็กๆของเขาหมุนติ้ว รอบข้างที่ควรเป็นต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มกับท้องฟ้าสีครามสดใสกลายเป็นลายเส้นที่ตีกันให้วุ่นไปหมด
กลุ่มลิงทโมนที่มีซองมินเป็นหัวโจกกำลังจับแขนทั้งสองของเขาแล้วออกแรงวิ่งวนเป็นวงกลม แต่ไม่แค่นั้น..ทงเฮยังรู้สึกว่าชายเสื้อเขาก็โดนเด็กอีกซักประมาณ 2-3 คนจับดึงแล้วเหวี่ยงด้วย ความรู้สึกที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเขาทุกหนทุกแห่งคือ เวียนหัว
“เล่นอะไรกันน่ะเด็กๆ ปล่อย..ปล่อยพี่ทงเฮเค้าเดี๋ยวนี้เลยนะ”
นั่นแหละ เสียงสวรรค์! ตัวของทงเฮกลายสภาพเป็นไร้น้ำหนักแล้วร่างทั้งร่างก็ทรุดฮวบลงกับผืนหญ้า อาหารเช้า อาหารเที่ยง กำลังปั่นตัวเองอยู่ในท้องแล้วก็กำลังจะตีรวนขึ้นมาที่คอหอย
อ้วกกกกก!!!
ซองมินกับพรรคพวกโดนดุไปหนึ่งบท พวกเขาทำหน้าเบะๆแต่แล้วก็วิ่งแจ้นไปรวมกลุ่มซ่ากันได้เหมือนเดิม ทงเฮเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นผ้าเช็ดหน้าที่ฮันคยองยื่นให้
“ขอบคุณฮะ”
“ไหวมั๊ย?” ฮันคยองเห็นคนตัวเล็กผงกหัวก็โล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง “เรื่องซนล่ะเป็นที่หนึ่ง เฮ้อ!”
“เหนื่อยแย่เลยนะฮะ”
“ไม่หรอก มันก็สุขใจไปอีกแบบนะ ดีกว่ามีลูกขี้โรค ใช่มั๊ยล่ะ?”
สายลมฤดูร้อนพัดมาบางๆไม่ร้อนไม่เย็น มันอุ่นเสียมากกว่า ทงเฮนั่งเงียบไม่ได้ชวนฮันคยองคุยอะไรอีกเลย ตอนนี้ก็เลยมีเพียงเสียงเอี๊ยดอ๊าดของเครื่องเล่น กับเสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็กๆดังอยู่เป็นเพื่อน
“หน้าตาดูไม่ค่อยดีเลย มีเรื่องไม่สบายใจอะไรรึเปล่า?”
ทงเฮส่ายหัว และพูดโกหก “เปล่านี่ฮะ”
“เอาน่า เล่ามาเหอะ ถึงพี่จะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าเก็บเอาไว้คนเดียวนะ”
ทงเฮก้มหน้า มือทั้งสองยันกับขอบม้านั่ง และเหยียดขาออกไปจนสุด “อืม.....ก็มีนิดหน่อยนะฮะ” เขาเว้นวรรค และเงยหน้ามองดูซองมินที่กำลังวิ่งไล่จับกับเพื่อนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “โดนไล่ออกจากงาน สองที่ติดต่อกันเลย”
เขาได้ยินเสียงหัวเราะจากพี่ฮัน เขายืนยันว่าได้ยินมันจริงๆ เลยหันหน้าขวับไปมองคนมารยาทแย่ “เอ้อ!! เปล่านะ พี่ไม่ได้..ซ้ำเติมเรา คือ..มันบังเอิญน่ะ ที่พี่ดันช่วยเราได้พอดี”
สีหน้าเคืองๆของทงเฮเปลี่ยนเป็นสีหน้าของคนมีความหวัง เขาถาม “จริงเหรอฮะ?”
“จริงสิ ตอนนี้พี่ทำงานเป็นคนรับใช้ของผู้ชายคนนึงอยู่” ทงเฮเอียงคอจนเกือบหักเมื่อได้ยินที่ฮันคยองเล่า สาบานว่าวินาทีแรกเขาไม่เชื่อ 100% จนกระทั่งพี่ฮันพูดต่อ “อือ ไม่เชิงคนใช้หรอก แต่ก็คล้ายๆกัน แล้วตอนนี้พี่ก็ดันเหนื่อยซะแล้วสิ ทำคนเดียวไม่ไหวหรอก หมอนั่นน่ะมีงานให้ทำเยอะแยะจนหัวหมุน”
“เจ้านายของพี่..หมายถึงผู้ชายคนนั้น เอ่อ..หมอนั่นนั่นแหละ เขาต้องการคนเพิ่มเหรอฮะ?”
“ไม่ใช่ๆ พี่จะให้เราน่ะไปช่วยพี่ต่างหาก”
“อะ...เอ๋? อย่างนี้ เงินเดือนผม พี่ฮันก็ต้องเป็นคนจ่ายให้สิฮะ?”
“อ้า! ไม่ใช่หรอก เรามีบริษัทเป็นคนออกเงินเดือน”
ถึงตรงนี้ทงเฮมาถึงจุด -งงเป็นไก่ตาแตก- แล้ว เขาเกาหัวอย่างไม่อายสายตาของฮันคยอง และถามต่อจนกว่าจะกระจ่าง “เป็นบริษัทจัดหาคนรับใช้เหรอ?”
“ไม่ใช่ๆ เอ่อ..มันพูดไม่ถูกน่ะนะ ว่าแต่ว่า เราสนใจรึเปล่าล่ะ อ๊า! แต่จริงๆพี่ล่ะอยากให้เราทำงานนี้มากเลยนะ มันดูเหมาะกับทงเฮเอามากๆเลยล่ะ?” ฮันคยองรีบเสริมเมื่อเห็นหน้าตาไม่ไว้ใจของทงเฮ “พี่ไม่ได้หลอกเรานะ ถ้าไม่เชื่อ เอ่อ....ทงเฮก็รู้จักบ้านพี่แล้วนี่ อ่า.....”
“สนใจสิ สนใจ!!” ดวงตาของทงเฮส่องประกายท้าแสงอาทิตย์อัสดง ..มันคงไม่ได้ยากเกินความสามารถหรอกนะ อีกอย่าง พี่ฮันก็บอกแล้วนี่ว่ามันเหมาะกับเขามาก เอาล่ะ! ลองดูซักตั้งก็ไม่เสียหลาย...
“สนใจมากๆเลยล่ะ แล้วผมจะไปคิดว่าพี่หลอกกันได้ยังงัยล่ะ”
“ดีแล้ว เอางี้..เจอกันที่นี่ 9 โมงเช้านะ เราต้องไปถึงที่ทำงานก่อน 10 โมง”
“เริ่มงาน พรุ่งนี้เลยเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ” ฮันคยองยิ้มให้ แต่ทงเฮยังมุ่นหน้า
“ไม่ต้องทดลองงาน อะไรพวกนี้ก่อนเหรอฮะ?”
“ก็บอกแล้วว่าผู้ช่วยของพี่ ดังนั้น..พี่เป็นคนเลือกเรา ไม่ใช่บริษัท โอเคนะ ค่ำแล้ว....ซองมินคับ!! กลับบ้านได้แล้วลูก!!”
และแล้วคืนนั้น ทงเฮก็นอนไม่หลับอีกตามเคย ความตื่นเต้นเข้าเล่นงานเขาอีกแล้ว!!
“จะไปไหนแต่เช้าวะฮะ?”
“ทำงาน” ทงเฮรู้ตัวว่าคำตอบที่ให้มันไม่ค่อยจะเสริมสร้างคำว่ากระจ่างให้กับฮยอกแจได้เลย แต่เวลามันกระชั้นชิดแล้ว ทงเฮขอเอาเวลาที่จะไขข้อข้องใจไปผูกเชือกรองเท้าพร้อมกับยัดแซนวิชเข้าปากหน่อยละกัน “ไอแอ๊วอ้ะ”(ไปแล้วนะ)
สวนสาธารณะตอนเช้าดูสดชื่นไปอีกแบบ ยอดหญ้ามีน้ำค้างเกาะต้องแสงแดดเป็นประกาย ต้นไม้ใหญ่สีเขียวสดกว่าตอนเย็น ที่สำคัญลมเย็นมากๆเลยด้วย ทงเฮติ๊ต่างเอาว่าที่วันนี้อากาศดีเพราะมันเป็นวันดีๆของเขาน่ะสิ
ทงเฮเห็นกรอบร่างสูงๆก็จำได้ทันที เขารีบวิ่งไปหาอย่างเบิกบานใจและทักทายฮันคยองด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ “มาแล้วฮะ”
“ไปกันเลยมั๊ย?”
“ไปสิ” ทงเฮพยักหน้าเร็วๆและวิ่งนำไปยังรถกระป๋องคันเล็กๆที่จอดอยู่ริมฟุตบาทข้างๆถังขยะ
“จะไปไหนน่ะเรา”
“เอ๋?” ทงเฮเบรกกึกและหันหน้ากลับมา เขาเห็นฮันคยองยืนอยู่ข้างแลนด์โรเวอร์คันหรู ทันใดตาของทงเฮเบิกโพลง ก่อนจะทำหน้าล่อกแล่กและชี้ไม้ชี้มือไปทางรถกระป๋องคันเก่าๆ แต่ฮันคยองยืนยันที่จะชี้นิ้วหัวแม่มือไปที่แลนด์โรเวอร์
แน่นอน..ทงเฮปิดปากเงียบไปตลอดทาง เพราะแค่รอยแตกลายงาบนหน้าก็แทบแย่แล้ว ทงเฮไม่อยากปล่อยไก่ให้ออกมาเพ่นพ่านอีก เขาจึงเลือกที่จะใช้วิวข้างทางเป็นทางออก มองนู่นมองนี่ไปเรื่อยเปื่อย ทำท่าทางตื่นตาตื่นใจทั้งที่มันก็เป็นแค่ตึกรามบ้านช่องธรรมดาๆนี่เอง
แต่แล้วทงเฮก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งแกล้งทำมันอีกต่อไป เมื่อปลายทางที่มาถึงมันทำให้ทงเฮตาโตเท่าไข่ห่านได้โดยไม่ต้องเสียแรงเบิ่ง
‘SM Entertainment’
“น...นี่มัน SM .. โห ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่เลยนี่ โจคยู..โจคยูก็อยู่ที่นี่!!” ทงเฮร้องอย่างตื่นเต้น
“เดี๋ยวเธอก็จะได้เจอเค้า...แน่” ทงเฮไม่ได้ยินที่ฮันคยองพูดหรอก เขามัวแต่ตื่นเต้น เกาะกระจกเป็นลูกลิงอยู่ และภาพๆนั้นเองที่ทำให้ฮันคยองหลุดหัวเราะพร้อมกับส่ายหัว
ฮันคยองเหมือนได้ลูกแมวเดินตามมาด้วยหนึ่งตัว และมันก็คงดูน่ารักน่าหยิกเสียจนคนทั้งบริษัทต้องเหลียวหลังมองกันเป็นแถว ร่างสูงชะงักน้อยๆเมื่อทงเฮกระโดดเกาะแขนเขาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนจะกระซิบกระซาบและชี้ไม้ชี้มือไปที่กลุ่มหญิงสาว
“นั่น The grace นี่ฮะ ว้าว..ตัวจริงน่ารักมากๆเลย”
ฮันคยองไม่ตอบอะไร เขาแค่ยิ้มบางๆและมองดูทงเฮทำตาโตมองนู่นมองนี่ไม่หยุดหย่อน ทงเฮตื่นเต้นจนลืมไปว่าเขากับคยูฮยอนยังมีคดีเก่าติดค้างกันอยู่ โปสเตอร์ขนาดยักษ์ที่พื้นที่ทั้งหมดของมันถูกโจคยูฮยอนกินบริเวณนั้นจึงดึงดูดเอาความสนใจจากตัวทงเฮไปได้จนเกลี้ยง
“ทางนี้”
โถงทางเดินทอดยาว ตามฝาผนังมีกรอบรูปนักร้องในค่ายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันติดอยู่เป็นระยะๆ ตลอดทางจะมีพนักงานเดินออกมาจากห้องโน้นห้องนี้ บ้างก็งานเต็มมือ แต่บางคนก็แต่งตัวสบายๆแถมฟังไอพอดผ่านหูฟังอย่างสบายใจเฉิบ ตัวของทงเฮปลิวหวือไปข้างหลังเมื่อพี่ฮันรั้งแขนเขาเอาไว้และบอกว่า “ถึงแล้ว”
ทงเฮที่ดูเหมือนความทรงจำจะหายไปพักใหญ่ๆสะดุ้งและทำตาโต “พ..พี่ฮัน ทำงานที่นี่หรอกเหรอเนี่ย!!”
“ไม่ถามเอาวันพรุ่งนี้เลยล่ะฮะ เข้าไปได้แล้ว เรามาช้าไป 5 นาทีนะ”
เบื้องหลังบานประตูไม้เนื้อดีคือห้องทำงานกว้างขวางห้องหนึ่ง บนชั้นวางด้านข้างเต็มไปด้วยแผ่นซีดี และผนังที่ตีกรอบห้องๆนี้เป็นมู่ลี่และกระจกฝ้า ทงเฮรู้สึกถึงแรงรุนที่หลังและเขาหันเหความสนใจมาไว้ที่บุคคลเจ้าของโต๊ะทำงาน ฮันคยองรุนหลังทงเฮอีกครั้ง และเขาก็โค้งศีรษะลง
“นี่น่ะเหรอ?”
“ใช่ครับ ลีทงเฮ คนที่จะมาทำงานแทนผม!”
ประโยคนั้นมันสะดุดหูทงเฮจนเขาต้องหันคอและได้ยินเสียงกระดูกดังกร่อบ
“ดู..ไม่ค่อยชำนาญงานเท่าไหร่เลยนะ”
ทงเฮกำลังถูกทำให้กลายเป็นใบ้ โดยการตอบตัดหน้าของฮันคยอง “ลีทงเฮครับ เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัยโซล คณะบริหาร ตอนเรียนนี่เก่งมากๆเลยนะฮะ เกียรตินิยมอันดับสองเลยล่ะ!”
เฮ้ย!! อะไรกัน นั่นมัน..ไม่ใช่ประวัติเขานี่ ลีทงเฮ ลีทงเฮที่ว่านั่นมันไม่ใช่เขาเลยนะ!!
ลีทงเฮตัวจริงเสียงจริง เรียนห่วยมาก ต้องยืมแลกเชอร์จากฮยอกแจทุกวิชาเลย อ้อ! ที่สำคัญ เขาเรียนคณะสังคมสงเคราะห์ด้วย
ทงเฮทำท่าจะอ้าปากโต้แย้งแต่ฮันคยองตัดหน้าอีกแล้ว “อีกอย่าง ทงเฮจบด้านการบริหารบุคคลมาโดยตรงด้วยนะครับ คุณสมบัติน่าจะตรงกับที่ต้องการนะครับ”
ผู้ชายเจ้าของโต๊ะทำงานที่มีรูปร่างสมส่วนไม่อ้วนไม่ผอม ออกจะดูภูมิฐานคนนั้นพยักหน้าขึ้นลงพร้อมกับใช้สายตาพินิจทงเฮตั้งแต่หัวจดเท้า และทงเฮเชื่อว่าสายตาคู่นั้นมันต้องมีลำแสงอะไรบางอย่างแฝงอยู่ เพราะตัวเองมันขยับไม่ได้เลย
“แล้วแกจะออกไปทำอะไรล่ะ” เขาถามฮันคยอง
“คงยังไม่ใช่ตอนนี้น่ะครับ ผมอาจจะต้องส่งมอบงานให้ทงเฮเค้าก่อน แต่หลังจากนั้น..ก็คงจะเปิดร้านเล็กๆกับครอบครัวน่ะฮะ”
“ละทิ้งการงานเร็วไปหรือเปล่า ลูกก็เพิ่งไม่กี่ขวบเองไม่ใช่เหรอ ฮึ?”
แต่ฮันคยองยังคงยิ้มเรียบๆ ไม่โต้ไม่เถียง และดูจะไม่ใส่ใจที่จะตอบด้วย ทงเฮยืนให้เหน็บกินอยู่นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ จนกระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามหน ทงเฮเลยรู้ว่ามือของเขายังพอขยับเขยื้อนได้
“ขอโทษนะครับ”
“อา....มาก็ดีแล้ว นี่ นี่ ผู้จัดการส่วนตัวคนใหม่ของนาย คยูฮยอน!!”
ลำไส้ของทงเฮพลิกตัวตะแคงตามด้วยตีลังกาม้วนหลังและจบด้วยท่าหกสูง เขาหันหลังขวับแล้วก็เจอเข้าจนได้!!
ทงเฮกลายเป็นหิน ทว่าคยูฮยอนยังยิ้มเย็น เขาก้าวเท้าเข้ามาหาทงเฮ โดยที่คนตัวเล็กไม่รู้ตัวว่าตัวเองเผลอก้าวถอยหลัง และก่อนที่ทงเฮจะได้ถอยไปชนโต๊ะทำงานกลางห้อง เสียงแหบทุ้มจากผู้ที่อาวุโสที่สุดในห้องก็ดังขึ้น
“นั่นโจคยูฮยอน นักร้องในความดูแลของเธอ!!”
cut for 70%
talk2 หึหึหึ เคยได้ยินกันมั๊ยคะ? -ยิ่งเกลียดก็ยิ่งเจอ- ยิ่งหนีก็ยิ่งตามน่ะ เอาล่ะ เหลืออีก 30% ที่แสนน่ารัก(?) จะตามมาในเร็ววันค่ะ ^[]^


เป็นแฟนคลับนักร้องที่น่ารักและเสน่ห์แรงมากมาย
น่ารักเสน่ห์แรงแบบนี้ ไปเป็นนักร้องเหอะ! 555
(ก็เป็นอยู่ หมายถึงนอกฟิค เอ๊ะ พูดเอง งงเอง)
สุดท้ายก็ได้มาเป็น คนรับใช้ เอ๊ย..ผจกส่วนตัว คยูกี้ซะนี่
(แต่ดูจากนิสัยกี๊ ท่าทางจะได้เป็นคนรับใช้แหงๆ - -)
อีกไม่นานเลื่อนขั้นเป็นคนรักนะ หุหุ
#1 By li FaAS il on 2008-04-25 15:30