● |Fic| Can we |Part 5|
posted on 06 May 2008 11:34 by kyuhae in Fic-Can-wePart 5
ต้นสังกัดมีแผนการที่จะกลบกระแสความสัมพันธ์ไร้พรมแดนด้วยการสร้างกระแสใหม่ ยูริ ดาราสาวที่มีข่าวรักโปรโมทกับคยูฮยอนอยู่ก่อนแล้วจึงถูกดึงตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะเกี่ยวข้องในรูปแบบไหนนั้น ทงเฮไม่สามารถรู้ได้เลย เขาทำได้เพียงแค่เดาอย่างไร้ทิศทาง
หลายวันมานี้ทงเฮและคยูฮยอนต่างก็ถูกเรียกตัวเข้าพบคุณลีซูมานรวมทั้งผู้บริหารท่านอื่นๆอีกหลายท่าน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เขาทั้งคู่จะถูกเรียกพร้อมกันเลยซักครั้ง ทั้งที่ความจริงแล้ว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนทั้งสองโดยตรงและมันน่าจะเป็นวิถีทางที่ดีกว่าถ้าจะเคลียร์พร้อมกัน ทงเฮรู้เพียงว่าสำหรับตัวเขาแล้ว ไม่ควรตอบคำถามนักข่าว และให้ทำเป็นนิ่งเสียถ้ามันจำเป็น แต่ไม่รู้เลยว่าคยูฮยอนต้องทำแบบไหน
และแล้ว..หัวข้อข่าวเรื่องความสัมพันธ์ลุ่มๆดอนๆระหว่างคยูฮยอนและยูริบนหน้าหนังสือพิมพ์ในเช้าวันจันทร์ก็ให้คำตอบสำหรับทุกคำถามในใจของอีทงเฮ
ความรู้สึกปวดปลาบตรงขั้วหัวใจทวีความรุนแรงขึ้นมากกว่าตอนที่เขาต้องทนฟังคำถามจากพวกนักข่าวโดยที่ไม่สามารถให้คำตอบมันได้เสียอีก
อีทงเฮ ก็เป็นแค่คนแก้เหงา
อีทงเฮ ก็เป็นแค่มือที่สาม
สองคืนแล้วที่เขานอนไม่หลับเลย ทงเฮโยนความผิดให้กับแสงจันทร์คืนเดือนหงายที่มันสว่างจนแยงตา และเมื่อมั่นใจว่าถึงจะพยายามข่มตาแค่ไหนเปลือกตาหนักๆก็เอาชนะความคิดที่วิ่งวนกันอยู่ในหัวไม่ได้อยู่ดี เจ้าตัวจึงเลือกที่จะชันตัวขึ้นและลุกออกไปหาอะไรกิน เผื่อว่าเวลาหนังท้องตึงแล้วหนังตามันจะหย่อนตามไปอย่างที่เค้าว่ากัน
ไฟกลางห้องรับแขกไม่ได้ถูกเปิดไว้ แต่โคมไฟที่ส่องสว่างเป็นแสงสีส้มยังสะท้อนเงาร่างของใครบางคน กระป๋องเบียร์ว่างเปล่าเกินครึ่งโหล-กลิ้งหล่นจากโต๊ะกระจกตัวเตี้ย ทงเฮเห็นสภาพของนักร้องในความดูแลแล้วก็อดไม่ได้ที่เอ็ดเข้าให้
“โจคยู!! พรุ่งนี้มีงานแต่เช้านะ แล้วทำไมนายยัง.....”
“เลิกบ่นซักที ฉันรำคาญ!!”
“เป็นอะไรน่ะ เครียดเรื่องอะไร?”
“...........”
“โจคยู พอได้แล้วนะ!!” ทงเฮคว้ากระป๋องเบียร์ออกมาจากมือของคยูฮยอนก่อนจะหอบเอาพวกที่เหลือไปทิ้งลงถังขยะ แต่ก่อนที่จะได้ทำอย่างนั้นท่อนแขนเล็กๆก็ถูกเหวี่ยงกลับเสียก่อน กระป๋องอลูมิเนียมหลุดออกจากมือลงมากลิ้งอยู่บนพื้น บางกระป๋องยังมีเบียร์หลงเหลืออยู่ มันจึงไหลออกมาเปรอะเปื้อนพรม
คยูฮยอนไม่ยอมเอ่ยคำใดๆออกมาเป็นคำพูด แววตาของเขาสะท้อนเงาใบหน้าของอีทงเฮชัดเจน จนในที่สุด ก็เป็นทงเฮเองที่ทนรับความอึดอัดที่ส่งผ่านทางสายตานั้นไม่ไหว
“นายเป็นอะไรของนาย เครียดแล้วต้องทำร้ายตัวเองแบบนี้ด้วยเหรอ? นายเป็นถึงซุปเปอร์สตาร์นะ ฉันบอกนายไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้วว่าร่างกายเป็นสิ่งสำคัญน่ะ!”
“หยุดพล่ามซักที!!!”
“โจคยู....~”
“.....”
“ฉันเป็นห่วงนายนะ” เสียงของเขาแผ่วลงจนน่าใจหาย
แต่มันทำให้คยูฮยอนยอมให้อิสระกับท่อนแขนเล็ก ไม่รู้ทำไม...อยู่ๆไออุ่นๆก็โอบล้อมหัวใจ ...เป็นห่วงเหรอ?...อีทงเฮเป็นห่วงฉัน
ทงเฮก้มหน้ามองปลายเท้า กลืนก้อนร้อนๆลงคอไปอย่างยากลำบากแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง “เครียดเรื่องข่าวนั่นใช่มั๊ย?”
“........”
“ฉันขอโทษที่ทำให้นายต้องลำบากใจแบบนี้ ฉันมันไม่ดีเลยที่ทำให้นายกับเธอต้องทะเลาะกัน ฉันขอโทษนะ”
“........”
“แล้วก็ขอโทษที่มาวุ่นวายนะ ฉันมันโง่เอง ฉันน่าจะปล่อยให้นายอยู่กับตัวเอง นายคงเฮิร์ตจนไม่รู้จะหาทางออกแบบไหน....ใช่มั๊ย?” ทงเฮกำมือตัวเองเมื่อความรู้สึกแบบเดิมเล่นงานเจ้าก้อนเนื้อเท่ากำปั้น “นายคงรักเค้ามากสินะ”
“บอกเค้าสิ ว่าไม่ต้องคิดมาก ยังงัยเราก็เป็นแค่ผู้จัดการกับนักร้อง ไม่มีทางเป็นอะไรได้มากกว่านั้นอยู่แล้ว…..” ไม่เข้าใจตัวเองเลยซักนิด ก็แค่พูด..พูดหนทางที่จะทำให้คนทั้งคู่คืนดีกัน แต่ทำไมเขาถึงได้รู้สึกเหมือนกับว่า ถ้อยคำพวกนั้นเป็นเหมือนมีดโกนที่กรีดลำคอจนเป็นรอยแผลลึก
หึ...
“ใช่ อีทงเฮ....นายก็รู้ดีนี่.........”
“.......”
“ว่าฉันรักยูริเค้ามากแค่ไหน”
คยูฮยอนยืนอยู่ตรงนั้น บอกคำว่ารักให้กับยูริโดยไม่ได้ขยับขยื้อนตัวเองไปไหน แต่ทงเฮเจ็บ..เจ็บเหมือนคยูฮยอนเอื้อมมือมาขยำขยี้หัวใจ
“แล้วก็ดีแล้ว ที่รู้ตัว.....นายจะได้รู้..ว่านายควรอยู่ตรงจุดไหน!”
“เพราะเรื่องระหว่างเรา มันก็เป็นแบบในข่าวนั่นแหละ มันก็เป็นแค่รักที่ผิดๆ ไม่มีใครเค้ายอมรับ!”
พอแล้วโจคยู...พอได้แล้ว!!
“งั้นฉันก็ไม่มีอะไรจะพูด นอกจาก.....ขอโทษ ฉันขอโทษนะคยูฮยอน”
ณ วินาทีนั้น หัวใจของอีทงเฮเจ็บปวดเหลือเกิน
และวินาทีเดียวกัน หัวใจของคยูฮยอนก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างกันเลย
ไม่มีทางเป็นอะไรได้มากกว่านั้นอยู่แล้ว...นายคิดแบบนั้นจริงๆใช่มั๊ย?
“หวัดดีทงเฮ”
สีขาวโพลนในความคิดถูกทำลายลงด้วยน้ำเสียงหวานหูเป็นเอกลักษณ์ของผู้ชายตาหวานที่ชื่อ เชวซีวอน รอยยิ้มที่พ่วงท้ายด้วยลักยิ้มบุ๋มๆตรงแก้มถูกส่งมาให้ทงเฮทันทีที่ร่างสูงของอีกฝ่ายถือสิทธิ์เอาเก้าอี้ด้านตรงข้ามเป็นของตัวเอง
“เป็นอะไร หน้าตาดูไม่ค่อยดีเลย”
ทงเฮส่ายหัว และแน่นอนว่าซีวอนไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด เขาคาดคั้น “เรื่องข่าว หรือว่าเรื่องอะไร บอกผมได้นะ ทงเฮ...ทงเฮ.....” แรงเขย่าที่มือเล็กคงทำให้ทงเฮรู้ตัว เขาสะดุ้งเล็กน้อยและเพิ่งจับสายตามาที่ซีวอนเป็นครั้งแรก
“ไม่มีอะไร” ทงเฮย้ำ “จริงๆ” ก่อนจะก้มลงมองโต๊ะที่ว่างเปล่าอย่างใจลอย
“เอางี้ ผมว่าคุณควรจะดื่มกาแฟซักหน่อย คงนอนน้อยใช่มั๊ย ช่วงนี้น่ะ...งั้น.....รอแป๊บ รับรองจะกลับมาพร้อมกาแฟหอมฉุย” ซีวอนว่าอย่างร่าเริงและรีบลุกไปยังเค้าน์เตอร์เพื่อสั่งกาแฟสองถ้วย
ทงเฮมองตามแผ่นหลังกว้าง ในหัวยังไม่มีความรู้สึกใดๆพอที่จะบรรยายได้ว่า เขามองซีวอนด้วยสายตาแบบไหน
ไม่นานซีวอนก็เดินตัวปลิวกลับมาพร้อมกาแฟสองถ้วยขนาดปานกลาง ทำท่าสลัดมือเหมือนว่าของที่ถือมาร้อนมากมาย แล้วเร่งให้ทงเฮดื่ม “ดื่มซักหน่อยนะ จะได้สดชื่น”
“ขอบคุณนะ” ซีวอนยิ้มแฉ่งเมื่อได้ยินเสียงของทงเฮ เขามองตามมือเล็กที่เอื้อมไปหยิบช้อนเงินตวงน้ำตาล แล้วคิ้วหนาก็มีอันต้องขมวดมุ่นเมื่อทงเฮเติมน้ำตาลลงถ้วยกาแฟของตัวเองมากกว่า 5 ช้อน
“ทงเฮ!!”
“คุณ....ทงเฮ!!”
“ฮะ...??” ซีวอนมีสีหน้าไม่สู้ดีนักเมื่อเห็นท่าทางของคนตัวเล็กเป็นแบบนั้น เขารั้งมือทงเฮออกจากกระปุกน้ำตาล แล้วจ้องตาอย่างเป็นห่วง
“คุณเติมน้ำตาลไปตั้ง 7 ช้อน ทานได้หรือ?”
“ห.....หา?? 7 ช้อนเลยเหรอ?!!” ทงเฮสะดุ้งโหยง เขาก้มดูผลงานตัวเองด้วยความตกใจ ปริมาณน้ำตาลที่มากจนก่อให้เกิดเป็นภูเขาน้ำตาลกลางทะเลคาเฟอีนคือสิ่งที่เขาเห็น
“ไม่สบายรึเปล่า?” ซีวอนถาม ทงเฮเงยหน้าซีดๆขึ้นมาประจัน ใจจริง..ซีวอนอยากพิสูจน์ด้วยตัวเองว่าตัวของทงเฮร้อนแค่ไหน แต่เพราะความสนิทสนมที่ยังก้ำกึ่งระหว่าง คนรู้จักกับเพื่อนใหม่ ทำให้เขาต้องเลิกล้มความคิดอันนั้นไปโดยปริยาย
และทงเฮก็ยังยืนยันคำตอบเดิมที่ทำให้ซีวอนไม่สบายใจหนักกว่าเก่า “เปล่า ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ไม่เชื่อเหรอ?” แล้วทงเฮก็ฉีกยิ้มกว้างโดยที่ไม่จำเป็นเลย ทงเฮยิ้มแค่ริมฝีปากทว่าดวงตากลับหมองหม่น
ซีวอนยิ้มบางตอบแทนความพยายามนั้น และเรียกชื่อเบาๆ “ทงเฮ”
“อะไร?”
“เย็นนี้ คุณว่างรึเปล่า?”
“ก็ว่าง....ทำไมเหรอ?”
“ผมว่าจะชวนคุณไปกินข้าว” ซีวอนสังเกตปฏิกิริยาจากคนตรงหน้า ทงเฮใช้ความคิดไปพักใหญ่จนหัวใจของซีวอนทำงานหนักกว่าจะยอมตอบตกลงเสียงเกร็ง
“ด....ได้สิ”
“โอเค เดี๋ยวผมไปรับนะ”
“นาย...รู้เหรอ? ว่าฉันพักอยู่ที่ไหน?”
“กับคยูฮยอนใช่มั๊ย...ผมก็.....ไม่แน่ใจ”
“อืม...”
“งั้น ทุ่มตรง รอผมนะ”
“อืม…”
เรื่องที่ทงเฮพูดกับคยูฮยอนมีเพียงเรื่องคิวงานในวันรุ่งขึ้น ส่วนเรื่องอาหารเย็นทงเฮรู้แล้วว่าคยูฮยอนทานมาจากสตูดิโอ เขาจึงไม่ได้ตระเตรียมไว้ให้
ทงเฮพยายามยิ้มเมื่อนึกถึงมื้อเย็นกับซีวอน คนที่มักจะมีรอยยิ้มและคำพูดรื่นหูให้กับเขาอยู่เสมอ
พยายามยิ้มเมื่อนึกว่าเย็นนี้จะไม่ต้องทานมื้อเย็นที่แสนอึดอัดกับคยูฮยอน
แต่จนแล้วจนรอด ทงเฮกลับรู้สึกว่าเพียงแค่วาดริมฝีปากเป็นรอยยิ้มยังทำยากยิ่งกว่าว่ายน้ำข้ามมหาสมุทร
ความเย็นเฉียบแล่นผ่านทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่แขนขา ใบหน้าลามไปถึงหัวใจเพียงแค่ทงเฮเหลือบไปเห็นดวงตาเย็นชาของคยูฮยอน เขากลั้นหายใจเพื่อก้าวเท้าออกมาให้หลุดจากกรอบสายตานั้น แต่บริเวณภายนอกห้องที่มีเพียงบานประตูกั้นกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่เลย ทงเฮรู้สึกโมโหตัวเองขึ้นมาดื้อๆ
ทำไมต้องกลัวนะ??
ชีวิตของอีทงเฮก็เป็นของอีทงเฮ
จะทำอะไร ทำไมต้องเกรงสายตาบ้าๆนั่นด้วย!!
ทงเฮทั้งโกรธ ทั้งโมโหตัวเอง เขาเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกมาจากตัวคอนโดฯ แล้วก็มาสะดุดกึกเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของซีวอนที่กำลังส่งรอยยิ้มแบบเดิมมาให้
แปลกดีเนอะ? รอยยิ้มของซีวอนน่ามองกว่าตั้งเยอะ
แต่ทำไมทงเฮถึงได้อยากมองรอยยิ้มที่หายากของโจวคยูฮยอนมากกว่านะ??
“มาเร็วจัง” เขาเอ่ยตัดทางความคิดในอก ซีวอนยักคิ้วแต่ไม่พูดอะไร ตอนนี้เองที่ทงเฮเพิ่งเห็นว่ายานพาหนะของซีวอนเป็นครูสเซอร์คันสีดำเงาวับ ไม่ใช่เบนซ์หรือ BMW อย่างที่คิดไว้ซักนิด
“นายขับไอ้นี่มาเหรอ?!!”
“อื้ม!!”
“เท่ห์ชะมัด” ดวงตากลมโตที่ทั้งวันไร้ประกายวิบวับ บัดนี้มันทอแสงออกมาด้วยความตื่นเต้นเหมือนเด็กๆที่เห็นเครื่องบินบังคับคันใหม่เอี่ยมไม่มีผิด ซีวอนมองตามคนตัวเล็กของเขาที่ถลาเข้ามาลูบเบาะหนังสีดำสนิทอย่างสนอกสนใจ
“ลองขับได้ป่ะ?”
“อ้ะ!! ขอโทษๆ แหะๆ...ฉันนี่แย่เนอะ?”
“ทงเฮชอบเหรอ?”
“อื้ม!!” ทงเฮเผลอพยักหน้าเร็วๆกลับไป และนั่นก็เป็นบาปที่ทงเฮสร้างไม่รู้ตัว เขาทำให้ซีวอนอยากจะดึงตัวเล็กๆนั่นมากอดแล้วฟัดแก้มให้ช้ำแต่กลับทำไม่ได้
“โอเค ได้เลย..อยากขับใช่มั๊ย? เดี๋ยวผมซ้อนเอง”
“จริงเหรอ?!! ซีวอน นายพูดความจริงใช่รึเปล่า?”
“เชวซีวอน พูดแล้วไม่คืนคำหรอก!!”
“ตะ...แต่ว่า.....” ทงเฮลูบท้ายทอยเขินๆ “ฉันขับไม่เก่งนะ ไม่สิ..ฉันไม่เคยขับไอ้รถคันใหญ่ๆแบบนี้เลย”
“งั้นก็..ขับช้าๆ ถ้ากลัวตอนไหนก็บอกแล้วกัน ผมจะได้เปลี่ยนมาขับให้”
“นายนี่ใจดีที่สุดเล้ย!!” ทงเฮเกือบได้กระโดดหอมแก้มคนตัวโตนี่ไปแล้ว ถ้าหน้าของฮยอกแจไม่ซ้อนทับใบหน้าหล่อขั้นเทพนั้นขึ้นมาก่อน...
ทงเฮกระโดดหอมฮยอกแจได้คนเดียว
ทงเฮกอดฮยอกแจจนตัวโยกได้คนเดียว
เพราะฮยอกแจเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของทงเฮเพียงคนเดียว
ทงเฮปฏิเสธที่จะสวมหมวกกันน็อค โดยอ้างว่ามันมองถนนไม่ถนัดแล้วทงเฮก็เพิ่งจะหัดขับเท่านั้น และมันก็เลยมีผลประโยชน์ตกมาถึงคนซ้อนท้าย ปลายเส้นผมเส้นเล็กๆของอีทงเฮพัดปลิวไปตามลม และกำลังเต้นระบำพลิ้วไหวอยู่ที่ปลายจมูกของซีวอน
คนตัวเล็กนี่ถ่อมตัวดีๆที่เอง ซีวอนก็ไม่เห็นว่าทงเฮจะขับไม่ดีตรงไหน อ๋อ..ก็แค่ขับช้าไปหน่อยเท่านั้นเอง แต่ไม่เป็นไรหรอก...ช้าๆแบบนี้แหละ หอมดี
กว่าจะถึงที่หมายก็ปาเข้าไปเกือบ 2 ทุ่ม ส่วนไอ้อาหารฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทงเฮไม่มีความสามารถพอที่จะอ่านเมนูออกก็ไม่ได้มาเสนอหน้าให้ทงเฮหมันไส้เล่น เพราะเชวซีวอนเค้าติดดิน กินราเมนแล้วไม่ระคายท้อง
“ขับมอ’ไซด์แบบเนี้ย แฟนคลับไม่รุมแย่เหรอ?” ทงเฮไม่อยากให้ซีวอนอึดอัด จึงชวนคุยตามประสาและซีวอนก็เหมือนจะรู้ใจจึงไม่ได้ซักถามเรื่องที่ข้องใจตั้งแต่เมื่อกลางวันออกไป
....ถ้าทงเฮไม่อยากให้ถาม เขาก็จะไม่ถามให้ลำบากใจ....
“อ๋อ ไม่หรอก ผมก็ขับออกมาเฉพาะกลางคืนเท่านั้นล่ะ”
“อ่ออออ...” ทงเฮหันไปสนใจกับราเมนต่อ “นายนี่ติดดินดีเนอะ?”
“หรูไปก็เท่านั้น เงินหายากจะตายไป”
“ไม่เห็นเหมือนโจคยูเลย...” ทงเฮงึมงำเสียงเบา
“ทงเฮว่างัยนะ”
“อ้อ!! เปล่าๆ ก็แค่บอกว่า ดีเนอะ...เป็นดาราดังแต่ทำตัวง่ายๆแบบเนี้ย”
ซีวอนยิ้มขำให้กับความพยายามไม่เข้าเรื่องของคนตัวเล็กอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “อร่อยมั๊ย?”
“ฮะ....?? อ๋อ อร่อยมากๆเลย!” ทงเฮยิ้มแก้มป่องเพราะเส้นราเมนที่อัดกันอยู่ข้างใน
สรุปว่ามื้อค่ำวันนั้นทำให้เรื่องของคยูฮยอนระเหยหายไปจากใจของทงเฮได้ ซีวอนพาเขาเที่ยวรอบเมืองอีก 1 รอบ และพอยิ่งได้โต้ลม...หัวที่หนักๆก็เบาโหวงอย่างน่าอัศจรรย์
ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี ทงเฮดูเหมือนจะลืมเรื่องบ้าๆไร้สาระพวกนั้นไปได้แล้ว แต่เพียงแค่ก้าวขาเข้ามาในห้องและพบกับกรอบร่างสูงและสายตาที่คุ้นเคย แค่นั้น....ทุกอย่างที่เคยเหือดหายก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
ความรู้สึกอึดอัดเข้าแทนที่ความผ่อนคลายทันทีที่คยูฮยอนย่างสามขุมเข้าหา เขาพยายามหนีแล้ว แต่ช้าไป
“ไปไหนมา อีทงเฮ!!”
“ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉัน” ทงเฮคิดผิดที่ตอบไปแบบนั้น เพราะมันทำให้ข้อมือเล็กๆของเขาโดนจับกุมและรั้งเข้าหาร่างสูงจนประชิด
“ฉันถามว่า ไป—ไหน—มา”
“ปล่อยฉันนะ คยูฮยอน นายไปเมาจากที่ไหนมาอีกล่ะ!!” ทงเฮตวาดลั่น ได้ผล..คยูฮยอนหยุดแรงบีบแต่ยังคงไม่ปล่อยข้อมือนั้นให้หลุดไป
“ไปกับไอ้งั่งซีวอนนั่น แต่ทำไมต้องเฉไฉไม่ยอมตอบฉัน!!”
“อย่าเรียกซีวอนแบบนั้นนะ”
“ทำไม!! รักมันมากงั้นสิ!”
“นายเมามากแล้วนะ!!”
“ฉันไม่ได้เมา อีทงเฮ....ฉันไม่ได้เมาซักนิด หรือถ้าไม่เชื่อ จะพิสูจน์ด้วยตัวเองก็ได้” คยูฮยอนยื่นใบหน้าเข้ามาจนชิด ทงเฮไม่มีพื้นที่สำหรับหลีกหนี เมื่อแผ่นหลังทั้งแผ่นของเขาติดอยู่ที่ผนังห้อง
“ไม่เอาคยูฮยอน ปล่อยฉันนะ!!”
“ฉัน—ไม่—มี—วัน--ปล่อย อีทงเฮ”
“นายจะทำอะไร ปล่อย!!” ยิ่งหนีก็ยิ่งอับจนหนทาง ทงเฮโดนรวบไว้ทั้งสองมือและแรงที่มีมากกว่ามหาศาลก็กดทั้งร่างให้แนบไปกับวอลเปเปอร์สีหมอก เขาดิ้นให้หลุดจากพันธนาการ แต่มันกลับยิ่งรัดรึงจนไม่อาจขยับไปไหน หนทางเดียว....ทงเฮเลือกที่จะประสานสายตาเข้ากับนัยน์ตาสีชาคู่นั้น
มันวูบไหว สั่นระริก
ไม่เหมือนวันแรกที่เจอกัน...ไม่เหมือนเลยซักนิด
“ฉันจะ--จูบ--นาย”
“อย่านะ!!”
“ทำไม อีทงเฮ ทำไมฉันถึงจูบนายไม่ได้!!”
“เพราะทุกครั้งที่นายจูบฉัน มันทำให้ฉันยิ่งเกลียดนาย!!”
“ยิ่งนายจูบฉันเท่าไหร่ ความเกลียดที่ฉันมีให้กับนายมันก็จะเพิ่มมากขึ้น” ..เพราะยิ่งนายจูบฉัน ฉันก็จะยิ่งคิดเข้าข้างตัวเองว่านายรักฉัน ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่..
นายไม่ได้รักฉันเลย...โจวคยูฮยอน
ฉันทึกทัก ดีใจไปเองฝ่ายเดียว
“ดี!!”
“!!”
“งั้น...นายก็เกลียดฉัน...”
“เกลียดให้มากกว่านี้ เกลียดจนแค่ได้ยินชื่อฉันก็แขยงไปเลยสิ!! อีทงเฮ!!!”
จบประโยค คยูฮยอนก็บดขยี้ริมฝีปากของตัวเองเข้ากับริมฝีปากบาง เรียวลิ้นร้อนระอุดุนดันเพื่อเปิดกลีบปากแดงสดให้อ้าออกแล้วช่วงชิงลมหายใจอย่างอุกอาด มือหนาตรึงสองแขนเล็กจนไม่อาจดิ้นรน เขามอบจุมพิตจาบจ้วงให้กับคนใต้บัญชาอย่างเอาแต่ใจ และยิ่งทงเฮหนี เสียงครึมครางในลำคอของคยูฮยอนก็จะยิ่งดังมากขึ้น เพราะเพียงแค่หันซ้าย คยูฮยอนก็จะได้มุมที่ทำให้จูบนั้นยิ่งดูดดื่ม และเพียงหันขวาคยูฮยอนก็จะได้ลิ้มลองรสชาติน้ำหวานที่ซาบซ่าน
แต่มีเพียงรสชาติเดียวที่ทงเฮรับรู้....คือเจ็บ เจ็บอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
คยูฮยอนไล่ต้อนทงเฮจนหมดหนทางต่อสู้ แผ่นหลังของทงเฮครูดไปกับผนังห้องตามเรี่ยวแรงอันน้อยนิดที่มันระเหิดหายไป ทงเฮไม่มีแรงพอที่จะหยุดยั้งการกระทำจาบจ้วงแบบนั้นได้เลย
จะทำร้ายจิตใจกันไปถึงไหน คยูฮยอน
เท่านี้ก็เจ็บมากพอแล้ว
แค่นี้ฉันก็เจ็บมากพออยู่แล้ว!!
น้ำตาสายอุ่นไหลลงมาเป็นสาย คยูฮยอนผละออกไปแล้ว แต่ยังนั่งจ้องหน้ากันไม่ให้คลาดสายตา ทงเฮปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มและไม่คิดจะป้ายมันออก เขาร้องไห้อยู่อย่างนั้น...จนกระทั่งคยูฮยอนเดินหนีไป ไม่ไยดี
“”แต่ฉันก็เกลียดนายไม่ได้โจคยู ฉันพยายามแล้ว แต่ฉันก็ทำไม่ได้!!!””
เป็นคืนแรกที่ทงเฮนอนหลับได้ ใช่...ทงเฮนอนหลับ เพราะร้องไห้จนไม่มีแรงจะร้องต่อไป
ห้องรับแขกในตอนเช้านั้นว่างเปล่า แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทงเฮหวังจะให้มันเป็นอยู่แล้ว เขานำพาร่างแบบบางและหน้าตาอิดโรยนั้นเดินหายเข้าไปในห้องครัว
“วันนี้จะออกไปข้างนอกทั้งวัน แต่ตอนเย็นจะมากินข้าวด้วย ห้ามหนีฉันไปไหน ...คยูฮยอน”
ทงเฮขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนกรามขึ้นเป็นสัน ...คนที่เค้าอยากอยู่ทานมื้อเย็นด้วยกัน เค้าพูดจาบังคับขู่เข็ญกันแบบนี้เหรอ?...
เช้าที่ทงเฮคิดว่าโชคดีที่ไม่มีโจคยูมาให้เห็นหน้า ผกผันเป็นเช้าที่ย่ำแย่กว่าสองวันที่ผ่านมาด้วยซ้ำ เขามีกะจิตกะใจแค่ปิ้งขนมปังกับดื่มนมจากกล่องเท่านั้น ไม่มีอารมณ์พอที่จะมาประดิดประดอยอาหารเช้าอย่างทุกวันเลยซักนิด
รายการข่าวยามเช้าก็ดูน่าเบื่อ ทงเฮพาลเกลียดขี้หน้านักข่าวบันเทิงเวลาที่เขาหรือหล่อนอ่านข่าวของคยูฮยอนกับยูริโดยไม่มีสาเหตุ คนตัวเล็กทนดูมันได้ไม่เท่าไหร่ก็จำเป็นจะต้องลุกหนีทั้งที่เขาต้องเขียนรายงานเรทติ้งของโจวคยูฮยอนส่งให้พวกผู้บริหารทั้งหลาย ห้องน้ำกว้างขวางและน้ำอุ่นๆในอ่างอาบน้ำจึงถูกใช้เป็นที่สงบสติอารมณ์ ก่อนที่ทงเฮจะพาลเกลียดนู่นเกลียดนี่จนกลายเป็นคนวิตกจริตไปเสียก่อน
โจวคยูฮยอนในชุดดำทั้งชุดหมกมุ่นอยู่กับการกดโทรศัพท์ให้เป็นประวิง เขาโทรฯไปปลุกฮันคยองตั้งแต่ไก่โห่ แต่ตอนนี้ที่เวลามันปาเข้าไป 9 โมงกว่าแล้ว พ่อคาสโนว่าหน้าตาอบอุ่นก็ยังไม่โผล่มาซักที
ส่วนไอ้เหตุผลที่ต้องราวีชาวบ้านชาวช่องเค้าแต่เช้าก็หนีไม่พ้นเรื่องอีทงเฮอีกนั่นแหละ ทั้งคืนคยูฮยอนนอนไม่หลับเลย เขาเผลอคิดอกุศลว่าถ้าหากเขาจูบทงเฮด้วยความเมา ก็คงจะไม่ต้องเก็บมาคิดมากให้ปวดกบาลอยู่เหมือนตอนนี้ แต่ทำยังงัยได้..เมื่อคืนเขาจูบทงเฮทั้งสติที่ครบถ้วนไม่มีส่วนไหนชำรุดหรือบุบสลาย มันก็เลยส่งผลมาถึงตอนนี้ ที่ต้องรับกรรมที่ทำไปโดยตั้งใจ
ทำลายความรู้สึกของอีทงเฮ
ทำร้ายหัวใจของอีทงเฮโดยเจตนา
“ไอ้ห่านี่ โทรอะไรแต่เช้าวะ คนจะหลับจะนอน? อ้าว แล้วนี่เป็นอะไรห้ะ?? มีเรื่องอะไร” เขารู้อยู่แล้วว่าฮันคยองจะต้องสังเกตเห็น ก็ดูสารรูปเข้าสิ ไม่เรียกว่าผีดิบ ก็ไม่ต่างอะไรจากแดร็กคูล่าล่ะวะ!!
คยูฮยอนยีหัวตัวเองก่อนจะพ่นคำตอบออกไปแบบเซ็งเต็มพิกัด “ทะเลาะกับทงเฮ”
“อ้าว แล้วไปทำอะไรเค้าเข้าล่ะ?” ฮันคยองถามแต่ว่ามือไม้ยังจัดชายเสื้อไม่ได้หยุดหย่อน
“จูบ”
“เฮ้ย!!!” ความเรียบร้อยบนร่างกายสูงโปร่งไม่น่าสนใจแล้ว เพราะไอ้คำตอบของรุ่นน้องหน้าหล่อนี่น่าสนกว่าเยอะ “ก็เคยจูบกันไปแล้วนี่ แล้วทำไมคราวนี้ถึงได้ทะเลาะกันซะล่ะ หา?”
“จูบผิดที่ผิดเวลา” คำตอบที่ไม่ได้ทำให้คนฟังกระจ่างในทันที แต่ก็ไม่ได้ทำให้สมองทึบเหมือนเดิมเหมือนกัน ฮันคยองครุ่นคิดไปพักใหญ่ และพอเรียบเรียงเหตุการณ์ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็พอจะเข้าใจ
“เรื่องข่าวนั่น?”
“ทั้งเรื่องข่าว แล้วก็ไอ้งั่งบางคน”
“ไอ้งั่งบางคน?”
“เชวซีวอน”
ฮันคยองอึ้งไปทันที เขานึกไปถึงใบหน้าหล่อแบบเทพเจ้ากรีกของนักร้องในสังกัดเดียวกัน ประวัติไอ้หมอนี่มันก็ไม่ได้ด่างพร้อยนี่หว่า เรื่องผู้หญิงก็ไม่มีสะกิด เอ่อ...แต่ทงเฮมันผู้ชายนี่หว่า
ฮันคยองยังไม่ทันได้อ้าปาก คยูฮยอนก็พ่นเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เขาฟังอย่างละเอียดยิบ กระทั่งว่าจูบทงเฮยังงัย แล้วทงเฮยังมีปฏิกิริยาต่อต้านเค้าแบบไหน
“หึ....เป็นฉัน ฉันก็คงเกลียดนายอย่างที่ทงเฮเค้าพูดนั่นแหละ”
“พี่!!!” คยูฮยอนตะโกนลั่น แต่ฮันคยองไม่สะทกสะท้าน ซ้ำยังหันกลับไปจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมตัวเองอีกครั้ง “พูดงี้หมายความว่างัยอ่ะ?!!”
“ตกลงว่าเรียกฉันมาเพื่อตะโกนๆๆ ด่าคนอื่นทั้งที่เค้าไม่ผิดเนี่ยนะ”
“เฮ้!! ผมอุตส่าห์นึกถึงพี่คนแรกนะ!!”
“พูดมาเลยดีกว่า คยูฮยอน ว่าจะให้ฉันช่วยอะไร”
คยูฮยอนล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วเสมองไปทางอื่น ดูก็รู้ว่ากำลังเก็ก ฮันคยองมองตามรุ่นน้องที่ฟอร์มจัดเป็นอาจิณ ไม่ได้เร่งเร้าเอาคำตอบเพราะรู้อยู่แล้วว่ายังงัยมันก็ต้องหลุดออกมาจนได้ อย่างตอนนี้
“ผมจะง้อเค้า”
“ง้อ?!” …เวรละ น้องกูมันไปกินยาผิดมารึงัยวะ?...
“ทำไม การที่ผมจะง้อใครซักคนแล้วมันแปลกตรงไหน?”
“โคตรของโคตรแปลกเลยเหอะ”
คยูฮยอนยังคงวางท่าโดยการมองสำรวจรอบๆตัว เขาลอบกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอเพราะมันรู้สึกแปลกๆที่ต้องพูดว่าจะง้อ-อีทงเฮ-แบบนี้
“ง้อยังงัย?”
“ก็....อยากซื้ออะไรให้เป็นการขอโทษ แล้วก็...กินมื้อเย็น คุยกันดีๆซักมื้อ”
“เหอะ!!”
“พี่อย่ามาสบประมาทกันอย่างงี้เด่ะ ผมจริงจังนะเนี่ย.....ที่ต้องโทรเรียกพี่มาก็เพราะเห็นว่าพี่ถนัดไอ้เรื่องพรรค์นี้หรอก...”
“จริงจัง?”
“กับคนเนี้ย โคตรจริงจัง” คยูฮยอนตอบเสียงอู้อี้ในลำคอ ฮันคยองชำเลืองมองแล้วก็หัวเราะพรืดใหญ่ “มันน่าตลกรึงัย หา!!”
“โอยยยย....ปาฏิหาริย์รักแรก”
“โธ่เว้ยยย!! ตกลงจะช่วยหรือไม่ช่วยเนี่ย ถ้าไม่ช่วยจะได้แม่งลุยเอง” ดูท่าไอ้รุ่นน้องตัวสูงมันจะเฮิร์ตจัดขึ้นมาจริงๆ ฮันคยองเลยเลิกแซวแล้วตบบ่าปุๆ
“ซื้อของเหรอ? แล้วนายรู้รึเปล่าว่าทงเฮเค้าอยากได้อะไร?”
“ไม่รู้”
“ไอ้เด็กเวร”
คยูฮยอนแวะร้านรองเท้าแล้วก็เลือกมากองไว้ 3-4 คู่ ส่วนใหญ่เป็นแนวสปอร์ต ส่วนแบรนด์ไม่ต้องพูดถึง ระดับคยูฮยอนน่ะ พวกของเก๊ไอ้ที่ว่าเลียนแบบซะเหมือนเด๊ะขนาดไหนก็ไม่มีวันจะตบตาเจ้าพ่อยี่ห้ออย่างเขาได้อยู่แล้ว
“ก็เห็นรองเท้าหมอนั่นเก่ายังกะอะไรดี?”
“ของแค่นี้ ทงเฮเค้ามีปัญญาซื้อเองเว้ย”
“แต่นี่มันอย่างดีนะ”
“รู้จักคำว่า –โรแมนติก- ม้ะ? ห้ะ!!?”
เด็กหนุ่มทำหน้าซังกะตายแล้วก็จำยอมต้องเดินออกจากร้าน กว่าฮันคยองจะยอมคายไอเดียดีๆออกมา คยูฮยอนก็ต้องหัวหมุนเข้าร้านนู้นออกร้านนี้จนแทบอ้วก
“ทีเด็ดน่ะ มันอยู่ตรงนี้เว้ย!!”
ฮันคยองพาคยูฮยอนมาที่ร้านเพชรแห่งหนึ่ง ทันทีที่คยูฮยอนก้าวเท้าเข้ามาถึง เขาก็ชักอยากจะหักคอตัวเองตายไปเสียตรงนั้น...ทำไมไม่นึกถึงวะ?
“แล้วทำไมเพิ่งมาบอก”
“ฉันอยากให้นายรู้จักคำว่าลำบาก”
ฮันคยองคงจะเข้าๆออกๆร้านนี้บ่อยจนพนักงานคุ้นหน้าคุ้นตาดี แต่เขาไม่ได้บอกให้พนักงานแม้แต่คนเดียวเข้าไปยุ่งกับคยูฮยอน และคยูฮยอนก็เดาว่าฮันคยองคงอยากให้เขาเลือกของให้ทงเฮด้วยตัวของเขาเอง เด็กหนุ่มเดินไล่ดูเครื่องเพชรไปตั้งแต่ทางเข้าร้าน และตอนนี้ก็มาหยุดอยู่ที่มุมๆหนึ่ง สายตาจับจ้องไปที่สร้อยเพชรเส้นเล็กมีจี้เพชรเป็นรูปปลาการ์ตูน
อีทงเฮ แปลว่า ทะเล
บ้านเกิดของทงเฮ ก็อยู่ที่ทะเล
และปลาที่เหมาะกับทงเฮที่สุด ก็คือปลาการ์ตูนสีสันสดใส
เพราะอีทงเฮ..น่ารัก แล้วก็ร่าเริง
คยูฮยอนเผลอจินตนาการไปถึงคนตัวเล็กๆขาวๆหน้าตาจิ้มลิ้มที่เวลายิ้มทีโลกก็ดูสว่างไสว ถ้าทงเฮใส่สร้อยเส้นนี้คงจะน่ารักไม่หยอก สร้อยเพชรเส้นเล็กกับจี้เพชรรูปปลาที่ส่องประกายระยิบระยับขับผิวขาวเนียนให้ดูน่าหลงใหล แข่งกับนัยน์ตาวิบวับนั่น....ชักอยากจะเห็นซะแล้วสิ
“ขอดูเส้นนั้นหน่อยฮะ”
คยูฮยอนลากฮันคยองเข้าซุปเปอร์มาเก็ตด้วยกันต่อ แล้วก็ขู่แกมบังคับว่าต้องไปกินข้าวเย็นที่บ้านด้วย และแม้ว่าฮันคยองจะอ้างสารพัดเหตุผล ไม่ว่าจะ....
“”ฉันไม่อยากเป็น ก.ข.ค ใครนะเว้ย””
“”วันนี้ที่ร้านได้สูตรขนมมาใหม่ต้องรีบไปฝึกทำ””
“”แล้วนายจะง้อทงเฮยังงัยล่ะวะ?””
แต่สุดท้าย เขาก็พ่ายแพ้แก่รุ่นน้องหน้าดุคนนี้อยู่ดี
“แล้วจะให้ผมกินข้าวกับทงเฮสองคนเนี่ยนะ เขินตายชัก”
“แค่กินข้าวนี่เขิน!!? แล้วทีตอนจูบเค้า หอมเค้า ทำไมไม่เขินมั่งล่ะฮะ?!!”
“โห่!!!” คยูฮยอนยีหัวตัวเองเป็นรอบที่สองของวัน เขาไร้หนทางจึงต้องใช้วิธีสุดท้าย...ลากคอ
การที่อยู่แต่ในห้องที่มีกำแพงล้อมกรอบทั้งสี่ด้านมันช่างทำให้ฟุ้งซ่านได้ไม่มีที่สิ้นสุดเสียจริงๆ ทงเฮทั้งดูทีวี ฟังเพลง อ่านหนังสือ เล่นคอมพิวเตอร์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถเอาชนะความกลัดกลุ้มที่มีอยู่เต็มอกได้เลย
คยูฮยอนออกไปทำอะไร
แล้วเย็นนี้จะมองหน้ากันติดได้ยังงัย
แล้วทำไมต้องมาบังคับให้กินข้าวด้วย
ทงเฮคว้าเอาไอพอดคู่ใจติดมือมาแล้วซอยเท้าออกจากห้องในทันทีที่จำนวนคำถามเริ่มมีมากกว่าจำนวนอวัยวะในร่างกาย
อากาศข้างนอกโล่งโปร่งสบายกว่าในคอนโดฯที่มีเจ้าของชื่อว่าโจวคยูฮยอนตั้งเยอะ ทงเฮเดินเรื่อยๆเปื่อยๆออกจากบ้าน ดูเวลาก่อนออกพบว่ามันประมาณบ่าย 4 โมงเย็น
เหวอ!!
อยู่ๆรถมอร์เตอร์ไซด์คันยักษ์ก็แล่นมาเบรกเอี๊ยดอยู่ตรงหน้าทำเอาใจของทงเฮร่วงกราวลงกับพื้น “ซีวอน!!”
“ผมเอง ว่าจะไปหาคุณอยู่พอดีเลย”
“ไปหาฉัน?....มีอะไรรึเปล่า?”
เชวซีวอนที่เผยใบหน้าตัวเองออกจากหมวกกันน็อคใบใหญ่แล้ว ส่งยิ้มหวานให้กับเขา “ไม่มีอะไร ก็..อยากพาทงเฮออกมานั่งรถเล่น”
“รู้ใจฉันอีกแล้ว..งั้น...ไม่เกรงใจล่ะนะ” ทงเฮกระโดดซ้อนท้ายเร็วจนซีวอนยังตกใจ ทงเฮน่ะ...อาจจะพาลกับพวกนักข่าวในทีวีแต่สำหรับเพื่อนดีๆอย่างซีวอนแล้ว ทงเฮไม่คิดพาลหรอก ก็ซีวอนไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวด้วยเลย จะมีก็แต่คยูฮยอนนั่นแหละที่ทำตัวเป็นนักเลงพาลไม่เลือกหน้า
“ทงเฮอยากไปไหน?”
“อืมมมม..........พาฉันไปบ้านเพื่อนได้รึเปล่า?”
“บ้านเพื่อน?”
“ช่าย...ฉันคิดถึงฮยอกแจจนจะขาดใจตายอยู่แล้ว อ้อ!! เพื่อนฉันชื่ออีฮยอกแจล่ะ”
“โอเค งั้นเกาะแน่นๆนะ จะซิ่งแล้วครับ!!!” เชื้อไฟที่ทำให้ซีวอนมีแรงที่จะขับเจ้าครูสเซอร์คันใหญ่นี่ทุกวันแม้มันจะเหนื่อยกว่าการขับ BMW คันโปรดหลายเท่าก็คือ อีทงเฮ...คนที่นั่งซ้อนท้าย เอามือโอบเอวเขาอยู่ตอนนี้
ร่างผอมๆในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำเดินร่อนไปร่อนมาอยู่กลางห้องนั่งเล่น ก็ช่วงนี้อากาศมันร้อน ขอนอนตากพัดลมให้มันเย็นฉ่ำหน่อยเถอะ ฮยอกแจที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จตัวยังหมาดๆนอนแผ่หลาเต็มโซฟา กางแขนกางขาตากพัดลมแล้วหลับตาพริ้ม
“อีฮยอกแจ เพื่อนรักของฉัน!!!!”
“เฮ้ย!!!!”
ถึงตัวจะไม่ได้ติดสปริงแต่ ณ สถานการณ์นี้มันก็จำเป็นจะต้องงัดเอาสปริงล่องหนออกมาใช้แล้วล่ะ ฮยอกแจตาถลนคิดว่าตัวเองคิดถึงเพื่อนจนหูเพี้ยน รีบเอาฝ่ามือขยี้ใบหูตัวเองเป็นการใหญ่
“อีฮยอกแจ คิดถึงจังเล้ย ฟอดดดดดดด!!”
ไม่ได้ฝันเว้ยเฮ้ย ไม่ได้เพี้ยนด้วย ไอ้กอดแน่นเป็นปลาหมึกกับขโมยหอมแก้มนี่มันทงเฮชัวร์ๆ
“ไอ้หมวย เฮ้ย!! มาได้งัยวะ?”
“เหาะมา เป็นซุปเปอร์แมน!!” ปากบอกซุปเปอร์แมนแต่ท่าประกอบมันหน้ากากแอ็กชั่นชัดๆ ฮยอกแจก็คิดถึงเพื่อนไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลย เมื่อก่อนที่เคยผลักไสเพื่อนแต่วันนี้เจ้าไก่ของทงเฮขอกอดให้หนำใจหน่อยละกัน
“คิดถึงจังเว้ย!”
ซีวอนมองภาพนั้นโดยมีเจ้าส่วนเกินเป็นเพื่อน เขาก็ชักอยากจะกอดจะหอมเจ้าส่วนเกินนี่ขึ้นมาตงิดๆ แต่โชคดีที่ทงเฮรู้ตัวหันมาเห็นหัวเขาเข้าพอดี “อ้อ! ฮยอกแจ ลืมแนะนำเลย นั่นเพื่อนใหม่ของฉัน เชวซีวอน ส่วนนี่ก็ ฮยอกแจ ที่ฉันบอกงัย”
“.......”
“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณฮยอกแจ”
“ไอ้หมวย นี่มัน ซีวอน ซุปเปอร์จูเนียร์ใช่ป่ะ? ตาฉันไม่ได้ฝาดนะเว้ย!!”
“แม่น จับต้องได้เหมือนของจริงเปี๊ยบ” ทงเฮล้อขำๆ จนซีวอนหลุดหัวเราะออกมา
“หวัดดีฮะ ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน” ฮยอกแจยื่นมือไปสัมผัสตามมารยาทแต่เกร็งอย่าบอกใครเชียว เป็นครั้งที่สองแล้ว ที่ไอ้หมวยตัวแสบของเขามันพาดาราหน้าหล่อเข้าบ้าน
ฮยอกแจรีบขอตัวไปแต่งเนื้อแต่งตัวให้เรียบร้อย และออกมาอีกทีพร้อมขนมนมเนยเต็มมือ
“วันนี้ไม่มีงานเหรอ?”
“ไม่รู้ หมอนั่นบอกให้ฉันอยู่บ้าน”
“อ่าว แล้วนี่ออกมาได้งัย”
“ฉันไม่ใช่นกนะ ใครก็ไม่มีสิทธิ์มาขังฉัน”
“ถ้าหมอนั่นกลับไปแล้วอาละวาดจะทำยังงัย?”
ทงเฮชะงักทันทีเมื่อเจอคำถามนี้เข้าไป ...จะทำยังงัย?
ก็คงต้องยอมให้จูบอีกละมั้ง!!
“ช่างเค้าปะไร” ทงเฮเฉไฉและหยิบคุกกี้ยัดเข้าปากไปทั้งชิ้น ฮยอกแจมองเพื่อนรักแล้วก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
วันนั้นทงเฮใช้เวลาพูดคุย ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเพื่อนสนิทไปชั่วโมงกว่าๆ พร้อมกับสร้างความสนิทสนมระหว่างซีวอนกับฮยอกแจไปด้วย แต่ดูเหมือนทั้งคู่จะคุยกันไม่ค่อยถูกคอเท่าไหร่ เจ้าไก่มันช่างเถียงได้ทุกเรื่องจนซีวอนชักรำคาญ
“พอแล้วๆ ฉันฟังพวกนายคุยกันแล้วปวดหัว” ทงเฮสวมวิญญาณกรรมการห้ามทัพทันทีที่สงครามน้ำลายเริ่มดุเดือด
“แต่ว่าที่ซีวอนมันไม่ถูกนี่...”
“โอเคๆ งั้นที่นายพูดนั่นแหละถูก ใช่มั๊ยซีวอน?” ทงเฮขยิบตาให้ซีวอน 2-3 ทีและอีกฝ่ายก็ฉลาดพอที่จะไม่เถียงและเออๆออๆตามไปด้วย
นาฬิกาตีบอกเวลาว่าเกือบทุ่มแล้ว ทงเฮจึงรีบขอตัวกลับคอนโดฯ ระหว่างที่เดินลงบันไดหินที่ทอดตัวไปสู่ริมฟุตบาทซึ่งครูสเซอร์คันเท่ห์จอดอยู่นั้น ซีวอนก็เอ่ยเรียกขึ้นมาเบาๆ “ทงเฮ...”
“หืม??”
ซีวอนดูอึกอักชอบกล ท่าทางของเขาเก้ๆกังๆเหมือนไม่มั่นใจในตัวเอง ฝ่ามือใหญ่ของเขาก็เอาแต่ถูแรงๆไปบนกางเกงยีนส์สีซีดตัวนั้น
“ทงเฮ....”
“มีอะไร?” ทงเฮถามซ้ำ
....ช้ากว่านี้ก็ไม่มีเวลาแล้ว....
“มีอะไรจะให้ฟัง”
“เห??”
“อื้ม!!” ซีวอนพยักหน้าแรงๆเกินจำเป็นจนทงเฮต้องร่นหัวคิ้วเข้าชิดกันอย่างข้องใจ แต่เมื่อซีวอนก้าวเท้าเข้ามาใกล้ๆเขาก็ยอมคลายหัวคิ้วออกจากกันเพื่อไม่ให้ซีวอนรู้สึกอัดอัดไปมากกว่านี้ “หลับตาสิ”
“หลับตา??”
ซีวอนพยักหน้าอีกรอบ และทงเฮก็ยอมทำตาม
บางอย่างที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิปกติกระทบผิวตรงช่วงลำคอ มันเย็นจนทงเฮสะดุ้งและรีบผละออกมา เขาคลำมันดูและพบว่าเป็นสร้อยเงินเส้นเล็กๆ มีลูกกุญแจสีเงินวาววับอันเล็กห้อยไว้ต่างจี้
“อะไรน่ะ?”
“ผมชอบคุณนะ อีทงเฮ”
“ห....อะไรนะ???” ทงเฮงงไปหมดแล้ว ยังไม่ได้ตั้งตัวก็โดนบอกรักต่อหน้าต่อตา ปลายนิ้วมือเรียวยังแตะเบาๆที่ลูกกุญแจนั้น ชั่วขณะหนึ่ง..สมองของเขาว่างเปล่าไปหมด
“ผมชอบคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอคุณแล้ว...ตั้งแต่งานเลี้ยงวันนั้น แล้วหลังจากนั้น...ทุกครั้งที่ผมได้อยู่ใกล้คุณ ผมก็สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง” มือหนาถูกันแรงๆไม่ให้ประหม่า “มันอาจจะเร็วไปหน่อย แต่ว่า..ผมไม่สามารถเก็บมันไว้ได้แล้ว อีทงเฮ”
“.........” ทงเฮกะพริบตาปริบๆโดยไม่มีคำพูดใดเล็ดรอดออกมา
“อ่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ผม....จะไม่คาดคั้นเอาคำตอบวันนี้หรอกนะ วันไหนก็ได้...ผมรอได้”
“ซีวอน.......”
“แต่ผมสัญญานะ ไม่ว่าคุณจะตอบรับหรือปฏิเสธ ผมก็จะปกป้องคุณ จะดูแลคุณ....ผมไม่ชอบเห็นทงเฮไม่มีความสุข….”
ทงเฮเงียบไปพักใหญ่ เล่นเอาหัวใจของซีวอนเต้นตุ่บๆจนหวิดว่ามันจะผลิออกจากขั้วแล้วมานอนแอ้งแม้งอยู่ที่ปลายเท้า
“แต่ว่า....ถ้าอย่างนั้น...ฉันก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว...แล้ว.......”
ซีวอนพยายามไม่คิดว่านั่นเป็นการปฏิเสธ แต่หัวใจของเขามันก็กระตุกอย่างแรงจนน่าใจหาย เขาไม่ได้พูดเรื่องนั้นต่อแต่จับจูงมือของทงเฮให้เดินตามไปขึ้นรถ ระหว่างทาง....หัวใจของทงเฮเบาโหวง แต่บางทีมันก็หนักอึ้ง ความรู้สึกแบบนี้....เรียกว่าอะไรกัน?
“พี่เตี้ยมาแล้วววว!!”
“ซองมิน ทำไมพูดจาไม่เพราะเลยล่ะคับ หืม??” ฮันคยองรีบรวบตัวเจ้าลิงทโมนแล้วจับไปตีก้นโทษฐานพูดความจริงที่ทงเฮรับไม่ได้ออกมา
แต่เปล่าหรอก..ทงเฮไม่ได้สนใจคำพูดของซองมินเลย สมองของทงเฮมีเรื่องมากมายจนไม่รู้ว่าจะเก็บเอาความคิดไร้สาระพวกนี้ไปไว้ตรงส่วนไหน
“ทำไมไม่เห็นบอกก่อนเลย ว่าจะมากินข้าวเย็นด้วยกัน” ทงเฮพยายามดึงตัวเองออกมาจากห้วงความคิดอันน่าปวดหัวนั้นโดยการทำทีเป็นสนใจกับมื้อเย็นที่วางกองอยู่เต็มโต๊ะ
“ไอ้คยูมันลากพี่มาน่ะสิ”
เพียงแค่ชื่อๆนั้นหลุดออกมาให้ได้ยิน ความอึดอัดก็พร้อมใจกันมารวมตัวในอกของทงเฮอีกแล้ว “เดี๋ยวผม....เอากับข้าวพวกนี้ไปใส่จานให้นะ” ว่าแล้วก็หอบหิ้วถุงพลาสติกเข้าห้องครัวไป
คยูฮยอนที่รอจังหวะนี้มานานแล้วรวบรวมความกล้าชนิดที่ว่าแม้ตามซอกรักแร้หรือในรูจมูกก็จะไม่ยอมให้พวกมันไปหลบซ่อนได้ คยูฮยอนเพิ่งรู้ว่าการจะง้อคนมันยากถึงขนาดนี้
แต่ก็จะง้อ
จะง้อแค่คนเดียว...อีทงเฮ
“ไปไหนมา ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอ? ว่าไม่ให้ออกไปไหน?” ที่แพลนไว้มันไม่ใช่อย่างนี้เลย แต่ทำไม...แค่เห็นหน้าทงเฮ คำพูดที่เคยตระเตรียมไว้อย่างดีมันก็ระเหยหายไปหมด เหลือไว้แต่คำพูดกระแทกกระทั้นไม่น่าฟังเลยซักนิด
“นายบอกว่า อย่าหนีฉันไปไหน ไม่ได้ห้ามไม่ให้ฉันออกไปไหน?” ทงเฮเถียงทั้งยังไม่มองหน้า
“เอาล่ะ วันนี้ฉันไม่อยากต้องมาทะเลาะกับนายนะ อีทงเฮ”
ทงเฮไม่ได้ตั้งใจฟังคำพูดพวกนั้นเลย....เพราะไม่ว่าโจคยูจะพูดอะไร มันก็ทำให้เขาเจ็บได้ทั้งนั้นล่ะ ดังนั้น...มันจึงไม่จำเป็นที่จะต้องฟังให้เจ็บหัวใจไปเปล่าๆ
เขาแกะห่อฟรอยด์ต่อไป และคยูฮยอนก็ไม่หยุดที่จะดำเนินการตามแผนที่ค่อนข้างกะรุ่งกะริ่งอันนั้นต่อไปเช่นกัน
“ฉันมีอะไรจะให้” เขาบอกห้วนๆ แต่มันก็สะกิดหูของทงเฮจนต้องยอมหันไปเผชิญหน้า
คยูฮยอนสบตาเข้ากับดวงตาสีสนิมคู่นั้น พลันหัวใจก็พองเท่าบอลลูนยักษ์ แต่แล้ว....ประกายวิบวับที่ส่องสะท้อนออกมาจากปกเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนของอีทงเฮก็ทำให้บอลลูนของเขาจมดิ่งสู่ห้วงเหวลึก
“อีทงเฮ ปกตินายไม่ใส่สร้อยนี่!!”
มือเล็กตะปบเข้าที่คอเสื้อของตัวเองก่อนที่จะโดนคยูฮยอนกระชากไป
“อีทงเฮ สร้อยเส้นนั้น...”
“มันไม่เกี่ยวกับนาย”
“บอกฉันมา ว่านายได้มันมาได้ยังงัย?” คยูฮยอนรั้งต้นแขนของทงเฮแล้วออกแรงบีบจนทงเฮร้อง
“เจ็บ...ปล่อยฉันนะ”
“บอกฉัน...”
“ฉันจะได้มันมาได้ยังงัยมันก็ไม่เกี่ยวกับนาย โจวคยูฮยอน เลิกยุ่งกับฉันซักที!!”
ความโกรธเข้าครอบงำสมองทุกส่วนของเขา ตอนนี้ในหัวของคยูฮยอนมีเพียงอีทงเฮเท่านั้น “คิดว่าฉันอยากยุ่งนักรึงัย?”
“ไม่อยากยุ่งก็ปล่อยฉัน....”
“ฉันก็แค่อยากจะแน่ใจ ว่าไม่ได้มีขโมยมาอยู่ในบ้านก็เท่านั้น”
ณ วินาทีนั้นทงเฮอึ้งจนพูดไม่ออก เหมือนมีจุกคอร์กปิดสนิทแน่นอยู่ที่ลำคอ ขอบตาร้อนผะผ่าวและหัวใจบีบรัดแน่นจนแทบขาดใจ
เจ็บ....คยูฮยอน
ฉันเจ็บ...เจ็บจนจะตายแล้ว
“ใช่สิ ฉันมันจน.......ฉันมันไม่ได้รวยล้นฟ้าแบบนาย แค่ร้องเพลง แค่ใช้หน้าตาแล้วก็ความดีจอมปลอมหลอกลวงแฟนคลับพวกนั้น นายก็โด่งดังแล้วก็ใช้ชีวิตเหนือคนอื่น”
“ส่วนฉัน....มันก็เป็นได้แค่คนจนๆที่โง่เง่าคนนึงเท่านั้นเอง...”
“ใช่!! โจวคยูฮยอน ฉันถึงต้องทนอยู่ที่นี่ให้นายโขกสับทุกอย่างเพียงเพราะเงินยังงัยล่ะ!!!”
“.....”
“ฉัน...คืออีทงเฮหน้าเงิน และเพราะแบบนี้งัย ฉันถึงต้องเจ็บแบบนี้!!”
“อีทงเฮ.....”
“ปล่อยฉัน.....” ทงเฮเพิ่งรู้ตัวว่าปล่อยให้น้ำตาทะลักทะล้นออกมาเป็นเขื่อนแตก พยายามดิ้นรนหาอิสระให้ตัวเองแต่มันก็ยากเหลือเกิน
“อีทงเฮ...ฉัน........”
“พี่คยู!!!! ทำอะไรอยู่ นานจัง ซองมินหิวแล้วน้า!!!”
คำว่าขอโทษหยุดอยู่ที่ปลายลิ้น
คยูฮยอนปล่อยมือออกจากทงเฮ แต่เขาไม่สามารถละสายตาออกมาได้เลย ทงเฮกำลังเจ็บ...เจ็บเพราะไอ้คำพูดบ้าๆที่สักแต่จะพูดออกมา ไม่ได้แคร์ความรู้สึกใคร ไม่ได้เป็นห่วงว่าคนฟังเค้าจะรู้สึกยังงัย!!!
คำพูดของผู้ชายที่ชื่อโจวคยูฮยอน!!
End of part 5
กาเท่เร่ :: คราวนี้เว้นช่วงนานนิดนึงเนาะ แหะๆ อิไรท์เตอร์หนีไปติดเกมส์มา 55+
จริงๆก็เขียนเสร็จนานแล้วนะพาร์ทนี้ แต่ที่ไม่ได้เอามาลงซักที เพราะมัวแต่ขัดๆเกลาๆ อ่านไปอ่านมาแล้วเหมือนเรื่องมันดำเนินเร็วมาก เกือบจะโละทิ้ง แต่คิดอีกทีไม่รู้จะยืดเยื้อไปทำไม หวังว่าคงจะไม่ขัดใจกับใครหลายๆคนนะคะ
ขอบคุณคอมเม้นที่แสนน่ารักค่ะ!
คนไกลๆ || เจนนิเฟอร์ คิ้ม
แถม
오늘도 사이좋은 사람들과 행복한 하루를...
วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมมีความสุขกับคนสนิท
เครดิต: Kyuhyun's Cyworld
ไซกีกี้ วันที่ 5 พฤษภา 51 ค่ะ อ่านแล้วจิ้น คนสนิท??? คนนั้น!!! อ๊ากกกกกก
ตอนนี้กี้อยู่จีนใช่มั๊ยลูก ไม่ไหวนะ....อิน้ามจิ้นไปแร้วววว


น่าร๊ากกกกกกกกก
คยูทำไมพุดจาไม่ดีกับหมวยแบบนี้หล่ะเนี่ย
น่าสงสารT-T
ปล.ถ้าคยูรุ้ว่าสร้อยเส้นนั้นเปนของวอนจะทำไงเนี่ย
มาต่อเร็วๆๆๆนะค่ะ
#2 By PloYz (117.47.89.237) on 2008-05-06 13:24