● |Fic| Can we |Part 8|
posted on 18 May 2008 14:32 by kyuhae in Fic-Can-wePart 8
เรื่องเมื่อคืน มันเป็นความฝันหรือเรื่องจริงกันนะ??
ฤทธิ์เหล้าคงยังตกค้างอยู่แน่ๆเพราะทันทีที่ม่านตาเปิดรับแสงแรกของวัน ความมึนงงก็เดินเข้ามาทักทายทันที คยูฮยอนยันตัวเองให้ลุกขึ้นและพิงหลังเข้ากับหัวเตียงเพื่อรอให้อาการเมาค้างทุเลาลงเสียก่อน แต่แล้วไอ้ความคิดรักตัวเองมันก็สลายไปกลางอากาศเมื่อเหลือบไปเห็นที่ว่างด้านข้าง
ผ้าปูที่นอนสีขาวยับยู่ยี่ และเปรอะเปื้อนหยดสีแดงคล้ายเลือด
อีทงเฮ!!
คยูฮยอนมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเรื่องเมื่อคืนมันไม่ใช่ความฝันก็ตอนที่ก้มมองก็เห็นร่างกายเปลือยเปล่าของตัวเอง เขาผุดลุกจากเตียงกว้าง คว้ากางเกงวอร์มกับเสื้อกล้ามที่ใกล้มือที่สุดมาได้ก็สวมมันว่องๆไม่สนใจความเรียบร้อย จากนั้นจึงส่งต่อร่างกายโหวงๆพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงของตัวเองไปยังห้องรับแขก
เสียงกุกกักที่แว่วมาจากในครัวช่วยให้หัวใจของคยูฮยอนไม่ฟีบเหี่ยวจนเกินไป ร่างสูงก้าวฉับไปยังจุดมุ่งหมายก่อนจะพรูลมหายใจกับตัวเองอย่างโล่งอกเมื่อเห็นร่างบางในชุดเสื้อแขนยาวสีขาวกับกางเกงวอร์มสีเทายืนทำอาหารเช้าเป็นปกติ
แล้วคยูฮยอนก็ได้รู้ว่ามันไม่ได้เป็นปกติอย่างที่คิด
“ทงเฮ!”
คยูฮยอนวิ่งไปรับร่างอ่อนปวกเปียกของอีทงเฮได้อย่างทันท่วงที เขาเกือบจะกระตุกมือตัวเองออกมาเมื่ออุณหภูมิร่างกายของคนในอ้อมกอดไม่ต่างอะไรไปจากก้อนฟืนร้อนระอุเลย มือหนารีบกุมใบหน้าซีดเซียดของทงเฮเอาไว้ ปัดปอยผมที่ระหน้าระตาแล้วจึงวัดไข้ด้วยหลังมือ
ร่างสูงช้อนเอาร่างคนป่วยขึ้นมาในท่าเจ้าหญิงแล้วเร่งฝีเท้าไปยังห้องนอนของตัวเอง แต่เขาก็ฉุกคิดได้ทันเวลา จึงเบนเข็มไปยังห้องนอนของคนตัวเล็กแทน
เพราะอย่างน้อย...เมื่อทงเฮตื่นขึ้นมา เขาก็จะไม่ต้องพบเจอกับภาพความทรงจำเลวร้ายที่เกิดในห้องนอนห้องนั้น
คยูฮยอนวางทงเฮลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา เขาไม่สามารถละมือออกจากผิวเนื้อร้อนเป็นไฟนี่ได้ ตอนนี้คยูฮยอนก็ทำได้แค่นั่งมองทงเฮป่วยอย่างกระวนกระวายใจเพราะทำอะไรไม่ถูก
ริมฝีปากบางที่บวมช้ำเหมือนทุ่นหินที่ทุบลงมากลางกระหม่อมของโจวคยูฮยอน
เขาอยากให้ปากของทงเฮซีดเซียวเพราะพิษไข้ มากกว่าจะต้องเป็นแบบนี้เพราะน้ำมือของคนเห็นแก่ตัวที่ชื่อโจวคยูฮยอน
ร่างสูงผุดลุกจากเตียงเพื่อตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ วิ่งหากะละมังจนหัวหมุนแล้วถึงไปเจอเข้าในห้องนอนของตัวเอง
คยูฮยอนอยากจะฆ่าตัวเองให้ตายนัก “ไอ้บ้าเอ๊ย!!!!”
เพราะไม่เคยต้องมาดูแลใคร เพราะทั้งชีวิตมีแต่คนถวายหัวเพื่อดูแลรับใช้ โจวคยูฮยอนจึงทำให้ไอ้การเตรียมน้ำอุ่นง่ายๆดูยุ่งยากได้ทันตาเห็น เขาวัดความร้อนด้วยฝ่ามือจนแทบเปื่อยแต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ดั่งใจเสียที
เสียงแหบพร่าของอีทงเฮที่ดังแว่วให้ได้ยิน ยิ่งทำให้ความกดดันในสมองของเขาเพิ่มเป็นสองเท่า!!
“ฉันมาแล้ว ทงเฮ........”
คยูฮยอนบิดผ้าขนหนูเก้ๆกังๆแต่ก็พยายามจะเช็ดตัวให้กับคนตัวเล็กที่สั่นเทิ้มไปทั้งตัว คยูฮยอนบรรจงลากผ้าชุบน้ำในมือไปตามโครงหน้าได้รูปนั้น แม้อีทงเฮจะหันหน้าหนีสัมผัสแต่มืออีกข้างก็จะคอยประคองเอาไว้ เขาไล่เช็ดจนถึงลำคอ แหวกคอเสื้อกันหนาวตัวหนาออกแล้วก็ต้องหยุดชะงักไป
เขาปล่อยให้รอยดูดเม้มน่าเกลียดพวกนี้ปรากฏอยู่บนร่างกายสะอาดบริสุทธิ์ของทงเฮได้ยังงัย?
ก็ไหนว่ารัก ก็ไหนว่าเป็นห่วง แล้วนี่ล่ะ....ตราบาปพวกนี้ นายเป็นคนประทับมันลงไปเองไม่ใช่หรือ??
นอกจากจะโง่แล้ว...นายยังจะเลวทรามต่ำช้านัก...โจวคยูฮยอน
รู้ตัวไว้ซะด้วย!!!
น้ำตาหยดอุ่นทิ้งตัวลงกระทบผิวแก้มใสของทงเฮ คยูฮยอนรีบปาดมันออกด้วยนิ้วหัวแม่มือแล้วเผลอลากมันลงสัมผัสริ้วรอยแดงช้ำที่ฝังตัวอยู่ทั่วผิวเนียน “อีทงเฮ.............”
คยูฮยอนแนบแก้มตัวเองเข้ากับแก้มอุ่นจัด น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย มือหนาเอื้อมคว้าเอามือนุ่มมากุมไว้ไม่ให้ห่าง “ขอโทษ......ทงเฮ ฉันขอโทษ...............”
คำขอโทษปะปนไปกับเสียงสะอื้นดังสะท้อนทั่วห้องสี่เหลี่ยมที่มีเพียงสองชีวิตซึ่งถูกล้อมกรอบเอาไว้ คยูฮยอนร้องไห้อยู่อย่างนั้น
ร้องไห้รดรอยน้ำตาของอีทงเฮ
Rrrrrrrrrrrrrrr!!!
พวกที่กองถ่ายยังไม่ละความพยายามที่จะโทรมาตามนักร้องในสังกัดให้ได้ทุกนาที คยูฮยอนเองก็ไม่ยอมแพ้ที่จะกดตัดสายพวกมันทิ้งไปให้สิ้นซากเช่นกัน คยูฮยอนเผื่อสมองไปให้กับเรื่องงานไม่ได้แล้ว ตอนนี้ทุกอย่างที่ลอยวนอยู่ในหัวมีแต่อีทงเฮ
อีทงเฮกำลังป่วย...แล้วเขาจะไปทำงานได้ยังงัย
อีทงเฮกำลังไม่สบาย...แล้วใครจะดูแล
อีทงเฮตัวร้อน...แล้วใครจะมาคอยเช็ดตัวให้
อีทงเฮ
เพราะอีทงเฮเป็นแบบนี้ เขาถึงอยู่ห่างอีทงเฮไม่ได้เลย!!
คยูฮยอนจัดการถอดแบตเตอรี่ออกจากมือถือแล้วเขวี้ยงมันให้ไปนอนตายอยู่บนโซฟาก่อนจะสาวเท้าเข้าไปในห้องครัวเพื่อรื้อค้นกล่องปฐมพยาบาลที่ไม่เคยแตะต้องมันเลยซักครั้งเดียว
“กล่องไหนวะ??”
“ไอ้นี่รึเปล่า.......ฮึ่ย!!”
“อะไรวะ ทำไมมันเยอะแยะแบบนี้!!!!”
ตาที่มันลายเพราะความเครียดที่สะสมทำให้คยูฮยอนไม่มีสมาธิที่จะอ่านฉลากยาพวกนั้นได้เลย “ทำยังงัยดีวะ!!!!”
ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยต้องกังวลเรื่องใครป่วยมากเท่านี้มาก่อน แม้แต่ตอนที่แม่บังเกิดเกล้าป่วยหนักเข้าโรงพยาบาลเขายังไม่เคยต้องเหนื่อยก้าวขาเข้าไปเยี่ยมเลย แล้วอีทงเฮเป็นใคร....ทำไมเขาถึงได้ห่วงมากมายอย่างนี้นะ?
อีทงเฮ....
นายทำให้ฉันกลายเป็นใครก็ไม่รู้
นายทำให้ฉันเปลี่ยนจากโจวคยูฮยอนที่รักใครไม่เป็น ให้กลายเป็นฉันคนนี้ที่ทั้งหัวใจมีแต่นายคนเดียว
“ใครแม่งโทรมาแต่เช้าวะ??” ฮันคยองเพ่งตามองเบอร์โทรเข้าแล้วก็จิ๊ปากทันที “ไอ้น้องเวร!”
“มีรัย?”
“ทงเฮไม่สบายหนักเลยพี่ พี่...พี่ช่วยผมหน่อยเด่ะ ผมไม่รู้จะทำยังงัยแล้ว ตัวทงเฮร้อนจี๋แล้วก็สั่นไปหมด ผม..ผมทำอะไรไม่ถูกแล้ว”
“อ้าวเฮ้ย!! แล้วแกไปทำอะไรเค้าวะ ฮะ??”
“ผมไม่ได้ตั้งใจ”
“ไอ้.....โว้ยยย!! ฉันไม่รู้จะด่าแกว่ายังงัยแล้วว่ะ แม่งโง่กว่านี้ก็เห็นจะยังเป็นแกนั่นแหละ เออๆ รอแป๊บ เดี๋ยวฉันไป”
“รีบๆมานะพี่”
“เออๆ” ฮันคยองกดตัดสายแล้วพุ่งตัวเข้าห้องน้ำเร็วปานจรวด เขาแวะร้านขายยาและสอบถามเอายาที่มีประสิทธิผลดีที่สุดได้มา 2-3 แผงก็บึ่งรถต่อไปยังคอนโดฯของไอ้รุ่นน้องที่ฉลาดทุกเรื่องเว้นเรื่องรักทันที
“ไหน.....ทงเฮเป็นยังงัย?”
สีหน้าคยูฮยอนตอนนี้ดูไม่ได้ซักนิด ไม่อยากจะคิดว่าถ้าหากมีพวกปาปารัซซี่มือดีมาได้ภาพไป เรตติ้งไอ้นักร้องหน้าหยกนี่มันจะลดฮวบฮาบจมเหวไปขนาดไหน?
ฮันคยองสลัดหัวเมื่อไม่ได้คำตอบที่เป็นเรื่องเป็นราวจากคยูฮยอน และเดินตามมันไปยังห้องนอนของทงเฮ คนจีนอยากจะทุบหัวนักร้องดังก็คราวนี้แหละเว้ย....คนป่วยขนาดนี้ มันยังมีน่ามาเปิดแอร์
ถามหน่อย..เอาสมองส่วนไหนคิดวะครับ??
“ไปปิดแอร์แล้วเปิดฮีทเตอร์เลยไป ไม่กลัวทงเฮสุดที่รักแกจะช็อกตายรึงัยวะ ห้ะ!!”
ฮันคยองอังหลังมือลงบนหน้าผากของทงเฮก่อนจะชักมือออกทันควัน “เฮ้ย!! ไข้สูงเลยนี่หว่า” หันมาทางคยูฮยอน พอเห็นมันทำหน้าสลดก็พลอยด่ามันไม่ออก
“งั้น ให้กินยานี่ละกัน ถามเภสัชฯมาแล้วเค้าบอกว่าฤทธิ์มันแรงที่สุด อ่ะ” แผงยาถูกยื่นมาให้ แต่คยูฮยอนยังเก้ๆกังๆที่จะรับมัน
“ให้ผมป้อนเหรอ?”
“อ่าว? หรือจะให้ฉันป้อน หรืออยากจะเจ็บมากหน่อยก็โทรให้แฟนทงเฮเค้ามาป้อนเลยมั๊ย?”
“อา ไม่ต้องๆ” คยูฮยอนลูบท้ายทอยแบบคนขาดความมั่นใจ แล้วเคลื่อนตัวเองไปนั่งทับรอยฮันคยอง มองหน้าทงเฮยามหลับใหลเพียงครู่จึงค่อยๆพยุงตัวคนป่วยให้ลุกขึ้นนั่ง “ทานยาก่อนนะ”
“อือ........” แต่ทงเฮเบนหน้าหนีไม่ยอมอ้าปากรับเม็ดยาที่คยูฮยอนจ่อไว้ให้ตรงริมฝีปาก
“นี่โง่จริงหรือแกล้งโง่ฮะ?” ฮันคยองพรูลมหายใจออกเกือบครึ่งปอด พลางทำหน้าเซ็งๆใส่ไอ้พวกดีแต่ปาก เก่งแต่ลับหลังที่นั่งทำตาประหลับประเหลือกทำอะไรไม่ถูก
“เค้าไม่ยอมกิน ก็ป้อนด้วยปากเด่ะ”
“แต่ว่า........”
“ทำเค้าจนหมดสภาพขนาดนี้แล้วไอ้แค่ป้อนยานี่กลับไม่กล้า เออเฮอะ! กูจะบ้าตาย” รุ่นพี่ทิ้งประโยคแสบๆคันๆไว้ให้ก่อนจะเดินปัดหัวจนฟูออกจากห้องไป คยูฮยอนก้มหน้ามองคนตัวเล็กที่แก้มเริ่มแดงจัดมากกว่าเก่าพลันคิ้วคู่หนาก็ขมวดเข้าหากันอย่างชั่งใจ
คยูฮยอนส่งเม็ดยาเข้าปากตัวเอง มือหนาประคองปลายคางของอีทงเฮเอาไว้ ความขมเริ่มออกฤทธิ์ให้คยูฮยอนรู้สึกเขาจึงรีบประกบปากและถ่ายทอดความขมให้มันไปเยียวยาคนป่วยอย่างอ่อนโยน ภายในโพรงปากของอีทงเฮร้อนกว่าที่เคยสัมผัสเป็นสิบเท่า เม็ดยาติดอยู่ที่ปลายลิ้นแต่ลิ้นเล็กยังหลีกหนี คยูฮยอนเอียงศีรษะเพื่อปรับมุมให้พอเหมาะแล้วดันเม็ดยาจนอีกคนรับไว้ในอุ้งลิ้น เขาผละออกเพื่อดื่มน้ำแล้วก็ประกบอีกหน
ทงเฮกลืนยาไปตั้งนานแล้ว แต่เขาไม่สามารถถอนตัวให้หลุดจากสัมผัสร้อนของคนป่วยได้เลย กระทั่งเสียงประท้วงขาดอากาศหายใจดังแว่วเข้าโสตประสาท คยูฮยอนจึงถอนริมฝีปากออกมาอย่างอาลัยอาวรณ์
“แล้วนี่ไม่มีงานรึงัยวะ?”
“มี แต่ขี้เกียจไป” เด็กหนุ่มบีบดั้งจมูกตัวเองตอบคำถาม และเดินตรงไปคว้ากาแฟที่อดีตผู้จัดการรู้ใจชงเผื่อไว้ให้ขึ้นซด
“เฮ้ย!! เหลวไหลใหญ่แล้วนะเว้ย ไปเลยๆ ไปทำงานทำการซะ…”
“ทงเฮยังไม่สบายแบบนี้แล้วจะให้ผมไปยังงัยเล่า!!!!” คยูฮยอนปัดมือไม้ของฮันคยองออกจากไหล่แล้วตะคอกเสียงดังลั่น
“แกเป็นใคร ลืมไปแล้วรึงัย ห้ะ? แกเป็นถึงซุปเปอร์สตาร์ระดับเอเชียนะเว้ย แล้วจะมาทำตัวงี่เง่าเพราะผู้ชายคนเดียวมันสมควรแล้วเหรอ แยกแยะให้ออกสิวะ....ทงเฮเค้าก็เป็นไข้ธรรมดาไม่ถึงกับใกล้ตายเสียหน่อย แต่งานนี่มันไม่ใช่มีแต่แกคนเดียว แต่ยังมีพวกคนทำงาน ผู้กำกับ ดารา ฝ่ายฉาก ฝ่ายเสื้อผ้า............ไปทำงาน ส่วนทงเฮ แกไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจะดูแลเค้าเอง”
คยูฮยอนย่นหัวคิ้วแบบฉบับคนหัวรั้นและทำท่าจะเบี่ยงตัวเองออกไปอีกทาง ซึ่งนั่นฮันคยองเดาทางมันทะลุปรุโปร่งก่อนที่มันจะได้ทันก้าวขาเสียอีก มือหนาจับหมับเข้าที่หัวไหล่แล้วดึงฝืนให้หันหลังกลับมา
“อย่าบอกนะ ว่าหึงแม้กระทั่งกับฉัน”
คยูฮยอนผินหน้าไปยังทิศทางอื่นที่ไม่ใช่ดวงตาจับผิดของคนเป็นพี่ จิ๊จ๊ะปากแบบพวกคิดหาคำตอบมาประเคนไม่ถูกสุดท้ายก็โวยวายไปทางอื่น “ก็ผมเป็นห่วงทงเฮนี่!!”
“อย่าทำตัวปัญญาอ่อนได้ม้ะ ขอร้อง”
“ก็ถ้าไม่มีผู้จัดการ แล้วผมจะไปทำงานได้ยังงัย”
“ไม่มีมือมีตีนรึงัย” คำถามสั้นๆแต่สามารถถีบกลางแสกหน้าพ่อนักร้องหนุ่มทีเดียวหงาย ฮันคยองยกถ้วยกาแฟในมือกรอกปากจนเกลี้ยงก้นถ้วยแล้วเดินอย่างไม่แคร์ในสายตาอาฆาตจากรุ่นน้องหายไปในห้องนอนของอีทงเฮได้หน้าตาเฉย
เอาสิ เหนือฟ้ายังมีฟ้าเว้ย!!
เกือบ 6 ชั่วโมงที่ฮันคยองต้องเดินวนไปวนมาในห้องพักของรุ่นน้อง ดูทีวีจนตาแฉะ ฟังเพลงจนดีเจเสียงแหบ อ่านหนังสือจนหน้ากระดาษแทบสึก แต่ไม่ว่าจะทำอะไร มันก็ล้วนแล้วแต่น่าเบื่อได้อย่างไม่มีข้อสงสัยได้ทั้งนั้น
ก็เอาคนชอบเที่ยวมาขังอยู่ในห้อง มันจะต่างอะไรจากเอาวิญญาณยัดใส่หม้อดินแล้วลงยันต์ล่ะวะ??
ชายหนุ่มยกนาฬิกาขึ้นตรวจดูเวลาก็พบว่ามันเลยเที่ยงวันมาเกือบ 20 นาทีแล้ว แต่คนป่วยก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นไข้ อย่างน้อยก็น่าจะลุกขึ้นมาทานอะไรซักหน่อยก็ยังดี ไม่ได้กินอะไรแบบนี้..ร่างกายมันยิ่งจะอ่อนแอ
คิดได้ดังนั้นจึงรีบสาวเท้าเข้าไปในห้องนอนของทงเฮทันที กองผ้าห่มมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเล็กน้อยทำให้ฮันคยองต้องรีบสาวเท้าให้เร็วขึ้น
“ทงเฮ.....”
คนป่วยค่อยๆพลิกตัวอย่างทุลักทุเล จนฮันคยองต้องช่วยพยุงอีกแรง “เป็นงัยมั่ง ยังปวดหัวอยู่มั๊ย?”
ทงเฮช้อนสายตาขึ้นมองผู้ชายตรงหน้า ในดวงตาสีอ่อนเจือความผิดหวังเอาไว้เต็มเปี่ยม “ผิดหวังล่ะสิ ที่พี่ไม่ใช่คยูฮยอน หืม?”
คนที่ถูกถามตรงจุดราวทางในได้ก้มหน้าหลบสายตาทันทีทันใด ทงเฮคลึงขมับตัวเองเบาๆพร้อมกับกระแอมไอ ฮันคยองรู้ว่าคนป่วยมักจะคอแห้งจึงบอกด้วยสายตาว่าจะไปเอาน้ำมาให้แล้วเดินออกไป ระหว่างนั้นทงเฮก็สำรวจรอบตัวและพบว่ามันเป็นห้องนอนของตัวเอง
แต่ยังไม่ทันจะได้ใช้ความคิดทบทวนถึงเรื่องอะไร สภาพร่างกายที่ไม่พร้อมกับการต้องคิดเรื่องหนักๆก็ยื้อยุดเอาความเจ็บปวดมาบดบังเรื่องทุกอย่างให้เลือนหายไป ทงเฮรู้สึกเพียงว่าปวดหัว แล้วก็เจ็บเนื้อเจ็บตัวอย่างกับเพิ่งโดนเฆี่ยน เสียงประตูห้องแง้มเบาๆดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของหนุ่มรุ่นพี่ที่โผล่เข้ามา ฮันคยองยื่นน้ำอุ่นให้คนตัวเล็ก มืออีกข้างลำเลียงถ้วยกระเบื้องกรุ่นไอร้อนๆไว้ตรงโต๊ะข้างเตียงแล้วบอกเสียงนุ่ม
“อ่ะ ดื่มล้างคอซะจะได้กินข้าวต้ม แล้วจะได้กินยานอนพัก”
“แต่ผมยังไม่หิวเลย”
“ไม่หิวก็ต้องกิน ไม่สบายแบบนี้ถ้าไม่มีอะไรไปอยู่ในท้องแล้วจะให้เชื้อโรคมันเล่นงานกระเพาะว่างๆเอารึงัย อย่าหัดทำตัวดื้อเหมือนไอ้คยูมัน พี่จะประสาทแดกเอา”
โดนบ่นเข้าไปแบบนั้น ทงเฮก็ได้แต่งับปากแล้วรีบจิบน้ำอุ่นลงคอ
พี่ฮันน่ะ สมกับคนเป็นพ่อจริงๆนั่นแหละ
ทงเฮปฏิเสธความหวังดีของพี่ฮันเพราะคิดว่าตัวเองก็แค่เป็นไข้ ไม่ได้เป็นง่อยมือไม้ไม่มีแรงถึงขนาดจะป้อนข้าวให้ตัวเองไม่ได้เสียหน่อย ฮันคยองก็เลยได้แต่นั่งมองคนป่วยอวดเก่งตักข้าวเข้าปากแล้วกลืนมันลงคอด้วยสีหน้าไม่รับรู้รสชาติ
“กินน้อยจัง”
ทงเฮยิ้มให้กับคำถามแต่เนื้อนัยบังคับแกมข่มขู่นั้นบางๆ ก่อนจะส่งถ้วยกระเบื้องสีจืดไปให้พี่ฮัน จากนั้นทงเฮก็โดนบังคับกินยาอีกรอบ แล้วก็ตบท้ายด้วยการสั่งให้นอนพักทั้งที่ทงเฮไม่มีอารมณ์ที่จะมานอนสบายใจทั้งๆที่ในหัวเกลื่อนกลาดไปด้วยสารพันความคิดแบบนี้
“แล้ว........คยูฮยอนเค้า.......” สุดท้ายก็ไม่วายคิดถึงคนๆนี้จนได้
ป่านนี้จะยังยิ้มหน้าระรื่นอยู่กับยูริรึเปล่านะ
ป่านนี้จะยังปั้นหน้าเป็นปกติอยู่หน้ากล้องรึเปล่า
ป่านนี้คยูฮยอนจะลืมเรื่องเมื่อคืน แล้วคิดว่ามันก็เป็นแค่เรื่องที่ผ่านไปแล้วรึเปล่า??
“คิดว่ามันไม่แคร์เรางั้นเหรอ?” ถ้าเกิดว่าคำถามเปิดประเด็นของฮันคยองเป็นช้อนตวงยักษ์ ป่านนี้มันก็คงจะได้คว้านเอาเนื้อหัวใจของอีทงเฮออกไปจนวูบโหวง
ทงเฮก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม แต่กลับต้องเงยหน้าขึ้นตามเดิมเมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจของฮันคยอง
“คยูฮยอนมันตกใจมากที่เราป่วย มันทำอะไรไม่ถูกมันก็เลยโทรให้พี่มา ตอนแรกก็คิดว่ามันจะไม่ได้เรื่องได้ความ แต่พอมาถึงถึงได้รู้ว่ามันห่วงเรามาก ทั้งชีวิต...คยูฮยอนมันไม่เคยต้องมาดูแลใครแม้แต่กระทั่งกับตัวมันเอง แต่มันเช็ดตัวให้เรา มันป้อนยาป้อนน้ำให้เรา แล้วมันก็ร้องไห้ที่เราเป็นแบบนี้ด้วย” พูดมาได้ถึงตรงนี้ หยาดน้ำอุ่นก็รื้นขึ้นริมขอบตา ทงเฮยกมือขึ้นปาดมันและเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นหยดน้ำตาหยดต่อไป
“เมื่อกี้มันก็รั้นจะไม่ไปทำงาน จนพี่ต้องออกปากไล่ให้มันหัดมีความรับผิดชอบ มันบอกว่ามันทำงานไม่ได้หรอก ถ้าเรายังป่วยแบบนี้.............คยูฮยอนมันเป็นห่วงเรามากนะ”
“ห่วงเหรอ?” น้ำเสียงของทงเฮสั่นเครือ น้ำตาที่กลั้นมันจนไม่มีแรงจะกลั้นไหวกลั่นตัวลงมาชะล้างแก้มอุ่น
“พี่จะไม่ขอโทษหรือแก้ตัวอะไรแทนไอ้คยูฮยอนมันทั้งนั้นล่ะ แต่พี่อยากให้ทงเฮพักผ่อน.....ถ้าอยากจะเคลียร์อะไรกันให้รู้เรื่อง ร่างกายเราก็ต้องพร้อม รู้ไม่ใช่เหรอ? ว่าการคุยกับไอ้คยูมันยากขนาดไหน ขืนเอาตัวป่วยๆแบบนี้ไปสู้กับมันล่ะก็ อย่าหาว่าไม่เตือน แพ้แหงแก๋” ฮันคยองลูบหัวทุยเบาๆคล้ายจะปลอบโยน จากนั้นทงเฮก็พยักหน้าเนิบๆและยอมนอนลงกับเตียงอย่างว่าง่าย
แต่ทำยังงัยได้
เราอาจจะหยุดร่างกายตัวเองไม่ให้ทำนู่นทำนี่ได้ อาจจะห้ามปากไม่ให้พูด ห้ามมือไม่ให้จับต้อง ห้ามตาไม่ให้มองเห็น แต่ต่อให้พยายามห้ามไม่ให้คิดไปจนตาย ก็เห็นจะต้องให้ญาติทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เสียก่อนกระมัง
ทงเฮนอนไม่หลับ พลิกตัวกลับไปกลับมาจนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าหากตัวเองเป็นปลาแล้วที่นอนนี่เป็นกระทะ ป่านนี้ก็คงจะได้ส่งกลิ่นหอมน่ากินไปแล้ว เขาตัดสินใจฝ่าฝืนคำแนะนำแกมบังคับของพี่ฮันแล้วเคลื่อนย้ายตัวเองออกจากห้องที่ยิ่งเวลาเดินไปมากเท่าไหร่ ห้องมันก็ยิ่งแคบมากขึ้นเท่านั้น
ถ้วยข้าวต้มที่เขากินไปเมื่อเช้ากับแก้วน้ำอีก 2-3 ใบคืออาวุธในการทำลายตัวฟุ้งซ่าน
“ทงเฮ ทำไมไม่นอนล่ะ”
“ผมนอนไม่หลับ” ทงเฮตอบคนที่พุ่งเข้ามาขโมยฟ้องน้ำกับถ้วยกระเบื้องไปจากมือ ฮันคยองดุทงเฮด้วยสายตา
“เราไม่สบายอยู่นะ”
“ถ้าเอาแต่คิดว่าตัวเองไม่สบาย มันก็จะไม่สบายอยู่แบบนั้น แล้วผมก็ไม่อยากจะนั่งทำตัวซังกะตายกะอีแค่ไข้หวัดธรรมดา” คนตัวเล็กเดินสะบัดแขนไปทิ้งก้นลงบนเก้าอี้ไม้ แก้มชมพูเรื่อป่องออกคล้ายลูกโป่งสีหวาน
“นึกจะเข้มแข็งขึ้นมาก็เล่นเอาพี่ตามไม่ทันเลยนะ”
คนถูกกระแนะกระแหนด้วยถ้อยคำสุภาพยังคงทำหน้ามู่ตู้เหมือนปลาการ์ตูนเอาปากจูบตู้ปลา ฮันคยองเห็นแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ เขาลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามพลันไอเดียเจ๋งๆก็ผุดขึ้นมา “ไปเที่ยวข้างนอกมั๊ย?”
ได้ยินมาว่าพี่ฮันเปิดกิจการกับครอบครัว แต่ทงเฮก็เพิ่งรู้ว่ากิจการที่ว่าคือ ร้านเบเกอรี่สีชมพูร้านเล็กๆ
“เข้ามาสิ” ทงเฮที่มัวแต่ชะเง้อคอมองสวนต้นไม้เขียวชะอุ่มทำตาเลิ่กลั่ก เลยโดนมือหนารุนหลังให้เดินผ่านซุ้มไม้เลื้อยเข้าไปก่อน
หญิงสาวในชุดผ้ากันเปื้อนขาวเกลี้ยง มัดผมรวบสูงคือคนแรกที่ทงเฮเห็นเมื่อเข้ามาในบริเวณบ้าน เธอส่งยิ้มใจดีให้ไม่ทันไรพี่ฮันก็แนะนำเสียงดัง
“นี่ ซึงออ” เขาผายมือไปยังจุดที่เธอผู้นั้นยืนอยู่ ก่อนจะลดระดับเสียงเป็นกระซิบข้างๆหู “แม่ของซองมินน่ะ!”
ทงเฮหัวเราะคิก และเผื่อแผ่ไปถึง ‘แม่ของซองมิน’ ด้วย คนตัวเล็กโค้งหัวทักทายอย่างสุภาพไม่นานก็ถูกกึ่งเชื้อเชิญกึ่งยัดเยียดให้มานั่งแหมะลงบนเก้าอี้ไม้สีขาวริมรั้วซึ่งประดับประดาไว้ด้วยดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์
“เห็นฮันพูดถึงผู้จัดการคนใหม่บ่อยๆ ไม่ยักกะรู้ว่าตัวจริงตัวแค่นี้ เห็นว่าทำงานคล่องเชียว พี่ก็คิดว่าเป็นพวกบ้าพลังซะอีก”
นึกภาพอีทงเฮบ้าพลังใช้กล้ามโตๆแบกแฟ้มงานเป็นตั้ง มีผ้าผืนแดงพลิ้วปลิวไสวอยู่ข้างหลัง ตรงหน้าอกมีตัว D สีเหลืองสดโชว์หราอยู่แล้วขำพึลึก
ทงเฮขำพรืดแต่อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วสงสัย พอรู้ตัวว่าเผลอไปแสดงอาการใกล้บ้าออกไป คนตัวเล็กก็รีบอุดปากตัวเองก่อนจะส่งมือบางๆขึ้นลูบหัวป้อย
“เอ้อ หิวรึยังล่ะ? รอแป๊บนะ ซองมินคงกำลังไปเอามาให้”
พูดถึงซองมิน ไม่ได้เจอกันเสียนาน ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้จะปากคอเราะร้ายเหมือนเดิมรึเปล่า? แต่ถ้าให้เดา ก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากน้ำหนักกะส่วนสูงแหงๆ
“พายฟักทองของซองมินมาแว้ว!!”
ถ้ามองเร็วๆ เจ้าเด็กตัวกลมนี่จะไม่แตกต่างจากลูกบอลไปซักเท่าไหร่เลย แต่ถ้ามองดีๆก็จะเห็นแขนขาโผล่ออกมาให้รู้ว่าเป็นเด็ก ทงเฮฉีกยิ้มให้เด็กน้อยที่พอเห็นหน้าเขาปุ๊บก็ทำหน้ามุ่ยทันที
“ซองมินคิดว่าเป็นพี่คยูฮยอนซะอีก เฮ้อ!! ที่ไหนได้ดันเป็นพี่เตี้ยซะนี่!”
ถ้าเป็นอย่างปกติทงเฮคงจะแยกเขี้ยวใส่เด็กปามมอม พ่อแม่สอนแต่ไม่จำจนปากฉีกไปแล้ว แต่ตอนนี้ทงเฮกลับขยับแม้ริมฝีปากไม่ได้
คยูฮยอน........ชื่อต้องคำสาป แค่ได้ยินก็เป็นใบ้ในพริบตา
“มาพอดีเลย ซองมินจ้ะ ชวนพี่เค้าทานขนมด้วยกันนะลูก เดี๋ยวแม่ไปดูหน้าร้านก่อนนะ........ขอตัวนะทงเฮ อยู่กับน้องได้เนาะ?”
“ฮะ” ทงเฮพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ กำลังมองตามร่างของเธอที่เดินไปยังหน้าร้านเพลินๆมือเล็กก็สะกิดยิกๆอยู่ที่แขนขวา
“ซองมิน.......”
“กินด้วยกันสิ” ซองมินยื่นพายอันใหญ่ที่สุดในถาดให้กับทงเฮ ปากแดงๆที่คลี่ยิ้มไร้เดียงสานั่นคงจะฝืนมันน่าดูสินะ
“แต่นี่มันอันใหญ่สุดนี่นา ทำไมซองมินไม่เก็บไว้กินเองล่ะ?”
“พ่อบอกว่าพี่เตี้ยไม่สบาย คนไม่สบายต้องกินเยอะๆจะได้หายเร็วๆ” มือข้างที่มีพายชิ้นโตยังค้างไว้กลางอากาศ มือเล็กอีกข้างก็ยัดพายอีกก้อนเข้าปากตัวเอง
“ซองมินอยากให้พี่หายไวๆเหรอ?” ทงเฮถามจนเด็กน้อยเริ่มทำหน้าบูด คงจะเมื่อยที่ต้องยื่นแขนท่านี้ล่ะมั้ง
“ก็ใช่น่ะสิ รับไปเร็วๆสิ ซองมินเมื่อยนะ!!!”
ทงเฮยิ้มหวานก่อนจะแบมือออกไปรับขนมชิ้นโตน่ากินมาจากเจ้าตัวเล็ก ดวงตากลมๆนั่นมองตามเหมือนรอคอยที่จะเห็นภาพเวลาทงเฮลิ้มลองมัน เขาจึงไม่ขัดศรัทธาส่งพายฟักทองเข้าปากแล้วเคี้ยวแก้มตุ่ย
ซองมินอมยิ้มแก้มกลม ส่งขนมเข้าปากตัวเองแล้วเคี้ยวตามบ้าง
“ซองมินไม่ชอบพี่ไม่ใช่เหรอ?” จะไม่ให้สงสัยได้ยังงัย ปกติเคยคุยกันดีๆได้เมื่อไหร่ ไม่หาว่าทงเฮโง่ก็หาว่าทงเฮเซ่อ แต่วันนี้กลับมานั่งกินขนมเป็นเพื่อนแถมยังมีรอยยิ้มสดใสเป็นของสมนาคุณอีกต่างหาก
“พี่คยูบอกว่าพี่เตี้ยนิสัยดีแล้วก็น่ารัก”
“เห??” แปลกจัง ทำไมคราวนี้ถึงได้ใจเต้นแรงแบบนี้ล่ะ...ทั้งๆที่เวลาได้ยินชื่อๆนั้น หัวใจเขามันจะต้องพิการไปดื้อๆนี่นา.... ทงเฮยิ้มแห้ง “แล้วซองมิน......เชื่อพี่คยูเหรอ?”
“พี่คยูไม่เคยโกหกซองมิน” เด็กน้อยกลืนขนมลงคอจนเห็นก้อนกลมๆไหลผ่านลำคออวบๆนั่นแล้วต่อประโยคให้จบ “จริงๆซองมินก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่หรอก แต่ซองมินเชื่อพี่คยู”
“ซองมิน!! เรียวอุกกับชินดงมาแน่ะ ไปเล่นกับเพื่อนๆเร็วเข้า”
ทงเฮเปลี่ยนโฟกัสสายตาจากใบหน้าอวบๆของเด็กชายไปเป็นทางต้นเสียงเรียกของพี่ฮัน ซองมินยัดพายฟักทองที่เหลือเข้าปากจนแก้มอูม ก่อนจะกระโดดโหยงลงจากเก้าอี้แล้ววิ่งแต๊ดๆไปตามเสียงทันที
ตอนนี้ทงเฮก็เลยได้อยู่ตามลำพังอย่างใจอยาก
““เพราะว่าฉันรักนาย””
ฉันควรทำตัวเองให้เป็นเหมือนซองมินโดยเชื่อทุกคำพูดของนายรึเปล่านะ?
แล้วนายเห็นฉันเป็นเหมือนซองมินรึเปล่า?
นายจะไม่โกหกฉันเหมือนที่นายไม่โกหกซองมินมั๊ย?
หรือว่านาย...โกหกทั้งกับฉัน โกหกทั้งกับซองมิน โจวคยูฮยอน
คำว่ารักของนาย มันน่าเชื่อถือได้แค่ไหนกัน?
พอเถอะน่า ไอ้น้ำตาบ้า!! วันนี้นายจะเข้มแข็งไม่ใช่เหรอ ทงเฮ?
ไม่ร้องไห้ นายต้องไม่ร้องไห้ ไม่เข้าใจรึงัย!!
ทงเฮคว้าพายฟักทองยัดเข้าปากชิ้นแล้วชิ้นเล่า หวังว่าการกินมันจะช่วยให้อะไรๆดีขึ้นนะ เวลากินคนเรามักจะเพลิดเพลินกับมันจนไม่มีสมองไปคิดเรื่องอื่น ดังนั้นนายต้องกิน.....กินเข้าไปเยอะๆ อีทงเฮ!!!
“ทงเฮเป็นงัยบ้าง”
ฮันคยองมองไปทางคนตัวเล็กที่กำลังกินอย่างเอาเป็นเอาตายแล้วกรอกเสียงตอบคำถามลงไปในโทรศัพท์ “ฉันพาทงเฮมาที่ร้านฉัน ตอนนี้กำลังกินขนมใหญ่เชียว ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”
“ผมอยากไปเจอเค้า ผมจะบ้าตายอยู่แล้ว ทำงานไม่รู้เรื่องเลย ผมอยากไปเจอทงเฮ!!”
“ไอ้นี่ พูดไม่รู้เรื่องรึงัยวะฮะ คยูฮยอน..ฉันจะเตือนแกอีกครั้งนะ แกต้องทนทำงานจนกว่าจะเสร็จ ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าหวังว่าจะได้เจอทงเฮอีก เพราะฉันนี่แหละที่จะพาทงเฮหนีแกไปให้สุดหล้าฟ้าเขียวเลย คอยดู อย่าคิดว่าฉันขู่ล่ะ เพราะฉันทำจริง”
“พี่!!”
“เออ แค่นี้แหละ”
ทงเฮเงยหน้ามองคนมาใหม่ที่เดินมากระแทกก้นตรงฝั่งตรงข้าม เมื่อเห็นว่าเป็นพี่ฮันก็รีบร้อนกลืนขนมที่อัดกันแน่นเต็มปากจนเกือบสำลัก
“เฮ้ย! ไม่ต้องรีบขนาดนั้น พี่ไม่ได้จะว่าอะไรซักหน่อย กินไปเถอะ ยิ่งกินเยอะพี่ก็ยิ่งสบายใจ”
ทงเฮพยักหน้ายิ้มเจื่อนๆ เคี้ยวอีก 2-3 คำก็กลืนขนมหวานลงคอ
“เป็นงัย ดีขึ้นมั๊ย? ได้มาเปิดหูเปิดตาแบบนี้”
เจ้าของใบหน้าหวานพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะกลอกตามองวิวรอบๆ...ทั้งที่อยากจะยิ้ม แต่มันก็ยิ้มไม่ออก แม้ว่าการที่ได้มาเปิดหูเปิดตาแบบนี้มันจะช่วยให้ทงเฮรู้สึกโล่งหัวอยู่หน่อยๆ แต่ยังงัยทงเฮก็ยังไม่สบายใจเต็มร้อยทีเดียว ตราบใดที่รอบข้างยังเป็นคนรู้จักของโจวคยูฮยอน
“ขอตัวไปเข้าห้องน้ำนะฮะ”
“เอาสิ อยู่ด้านหลัง จะให้พาไปมั๊ย?”
“อ่า....ไม่ต้องหรอกฮะ เดี๋ยวผมหาเองดีกว่า” ทงเฮลุกออกมา และมุ่งหน้าไปยังทิศที่ฮันคยองเพิ่งชี้มือไป
ทงเฮไม่ได้อยากจะเข้าห้องน้ำตามที่บอกหรอก แค่อยากจะอยู่คนเดียว เขาชะเง้อชะแง้คอมองไปรอบๆแล้วก็เห็นประตูไม้บานเล็กเปิดทิ้งไว้................
สีท้องฟ้าเย็นย่ำนี้ดูโสล้เสล้ชอบกล ขอบฟ้าที่ปกติต้องทอแสงเป็นสีทองกลับอึมครึมด้วยสีเทา อีทงเฮก้าวเท้าสม่ำเสมอไปยังทางที่คุ้นเคย
ก็บ้านของพี่ฮันอยู่ทางเดียวกันกับบ้านที่เขากับฮยอกแจเคยอยู่ด้วยกัน
ปกติก็ต้องเดินกลับบ้านทางนี้อยู่แล้ว
ทงเฮเผลอยิ้มสดใสเมื่อได้กลับมาสัมผัสบรรยากาศเก่าๆ ได้เดินด้วยสองเท้าเรื่อยเปื่อยไปตามทาง กลับถึงบ้านก็เย็นบ้างค่ำบ้าง แล้วแต่ว่าจะโดนที่ทำงานเฉดหัวให้กลับเมื่อไหร่ เดินแบบนี้ทุกวันจนคำว่าเมื่อยก็ยังไม่รู้จัก แต่น่าแปลก....
เมื่อเทียบกับการนั่งนิ่งๆบนรถยนต์คันหรู แค่นั่งเฉยๆยังเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด ไม่สบายใจอีกต่างหาก
มือบางซุกเข้ากับกระเป๋าหน้าของเสื้อมีฮู้ตที่ตัวเองสวมอยู่ตามนิสัย แต่เผอิญไปสะกิดเข้ากับบางอย่างจึงหยิบติดมือขึ้นมาดู
โทรศัพท์มือถือ
นิ้วเรียวจัดการเปิดฝาพับมันออกก็เลยรู้อีกอย่างว่าตัวเองไม่มีเวลาแม้แต่จะมาสนใจใยดีกับเจ้าอุปกรณ์สื่อสารสำคัญๆนี่เลย กระทั่งแบตฯซักขีดเดียวก็ยังไม่มี คนตัวเล็กถอนหายใจคิดว่าช่างมันเหอะ ในเมื่ออยากจะอยู่คนเดียวก็ต้องตัดขาดจากโลกภายนอก แต่พอแค่เหลือบไปเห็นเจ้าตู้สี่เหลี่ยมสีแดงๆซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า มันก็อดที่จะนึกถึงคนสำคัญคนหนึ่งขึ้นมาไม่ได้
ฝ่าเท้าที่ถูกหุ้มด้วยผ้าใบเก่าๆวิ่งตุ่บๆไปทางมัน คว้าหูโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูก่อนจะรัวปลายนิ้วเข้ากับแป้นตัวเลขอย่างรวดเร็วเพราะจำเบอร์นี้ได้ขึ้นใจ
รอสัญญาณแป๊บนึงก็มีเสียงคนรับสาย เสียงนุ่มๆทุ้มๆที่ต่อให้ความจำทงเฮเสื่อมเขาก็ไม่มีวันลืมกรอกผ่านสายโทรศัพท์ อย่างกะเสียงสวรรค์ แค่ได้ยิน...หัวใจของทงเฮก็พองตัวออกราวมีคนเป่าลมใส่
“พี่ทงฮวา!!”
“ว่างัย ไอ้ตัวเล็ก ไม่ติดต่อมาซะนานเลยฮะ หลงแสงสีกรุงโซลเข้าให้แล้วเหรอเนี่ย?”
“ทักทายแต่ล่ะทีให้มันชื่นใจหน่อยก็ไม่ได้ ทำยังกะไม่รู้นิสัยทงเฮงั้นแหละ”
“จ้า จ้า หนุ่มน้อย”
“พี่ทงฮวาเป็นงัยมั่ง?”
“ก็......ไม่เจ็บไม่ไข้ แต่ถ้าได้เห็นหน้าเราจะขอกอดให้กระดูกหักคามือซะหน่อย........ฮะๆ ก็คิดถึงแต่เรานั่นแหละ”
ทงเฮเผลอยิ้มออกมา มือบางกำโทรศัพท์จนแน่นแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บเลยซักนิด “ทงเฮก็คิดถึงพี่นะ.......หือ??”
เสียงหวานๆแทรกเข้ามาในโทรศัพท์ ทงเฮยิ่งยิ้มกว้างเข้าไปใหญ่เพราะรู้ว่าเป็นเสียงของใคร “แม่เหรอ? แม่ฮะ!!”
“ทงเฮลูกเป็นงัยมั่ง สบายดีมั๊ย? ยังกินข้าวน้อยเหมือนเดิมรึเปล่า หา? แล้วเลิกนอนดึกรึยัง?”
“ถามเหมือนทงเฮอายุ 10 ขวบ ทงเฮโตแล้วนะ เรื่องดูแลตัวเองน่ะจิ๊บๆ” อะไรกัน....ไม่ได้หาหัวข้อสนทนาที่มันชวนเสียน้ำตาเมื่อไหร่ แต่แล้วทำไมขอบตามันถึงได้ร้อนๆเหมือนมีไฟล่องหนมาลนอยู่แบบนี้
“แม่............”
“ว่างัยจ้ะ?”
“แม่สบายดีใช่มั๊ย?”
“สบายดีสิ เจ้าทงฮวาเป็นหมอที่เก่งแถมหล่อที่สุดในหมู่บ้านเลยล่ะ ว่าแต่ทงเฮเหอะ ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว....มีปัญหาติดขัดเรื่องเงินรึเปล่า หา?”
ทงเฮใช้ความพยายามอย่างสูงที่จะไม่สูดน้ำมูกเสียงดังจนทำให้แม่ต้องตกใจ สัมผัสชื้นๆตรงแก้มบอกทงเฮว่าเขาร้องไห้เข้าให้แล้ว
คนตัวเล็กส่ายหัวพึ่บพั่บ “ไม่มี.....”
“มีอะไรต้องบอกแม่นะ อย่าเก็บไว้คนเดียว หืม.....ไม่มีปัญหาอะไรแน่นะ”
“แน่สิฮะ!!” ปากว่าแน่ แต่ใจมันไม่แน่เลย....ทงเฮกัดปากตัวเองจนรู้สึกเจ็บ ดื้อกับตัวเองว่ายังงัยก็จะต้องเข้มแข็งให้ตลอดรอดฝั่ง
“เป็นอะไรรึเปล่าฮะ? ทำไมเสียงเป็นอย่างนั้นล่ะ ทงเฮ..........”
“........” ทงเฮกำลังร้องไห้ ภาพโทรศัพท์สาธารณะพร่าเลือนเพราะถูกม่านน้ำตาบดบัง แต่เสียงของแม่ยังชัดเจน
“ทงเฮ........เป็นอะไรไปลูก?”
“เปล่าฮะ.........”
“อย่าโกหกแม่นะ”
“แม่ฮะ.....” เขากลืนก้อนร้อนๆลงคออย่างยากเย็น ฝืนยิ้มให้กับตัวเองเพราะใครก็พูดว่าการที่ยิ้มมันจะทำให้เรามีความสุข “ผมรักแม่นะ!!”
“แม่ก็รักลูก ทงเฮ”
“ผมรักแม่ที่สุดในโลกเลย รักพี่ทงฮวาด้วย”
“จ้ะๆ ทงฮวาได้ยินมั๊ย น้องบอกว่ารักลูกมากๆ......” ทงเฮยิ้มบาง ผู้เป็นแม่คงจะหันไปบอกพี่ชายของเขาจริงๆนั่นแหละ เพราะเขาได้ยินเสียงของพี่ชายดังแว่วเข้ามาในหูโทรศัพท์ว่า “พี่ก็รักเรานะ ไอ้ตัวเล็ก!!!!”
แต่แทนที่จะยิ้มได้กว้างกว่าเดิม กลับกลายเป็นน้ำตาที่ทะลักทะล้นออกมาเป็นเขื่อนแตก....แต่ทงเฮไม่ได้ร้องไห้เพราะเสียใจนะ
ทงเฮร้องไห้เพราะดีใจต่างหาก
อย่างน้อย ก็ยังมีแม่กับพี่ที่รักทงเฮ….
“ทงเฮล่ะฮัน”
“บอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำนี่ เออ แต่นี่มันก็นานแล้วนะ ทำไมยังไม่ออกมา”
“ไปดูซิฮัน ทงเฮกำลังไม่สบายอยู่ด้วยไม่ใช่เหรอ?” ซึงออเร่งสามีเชื้อสายจีนที่มัวแต่นั่งทำตาประหลับประเหลือกเป็นเด็กวัยรุ่นสมองตัน ฮันคยองลุกพรวดทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ทว่ามันก็สายไปเสียแล้ว เพราะห้องน้ำนั้นว่างเปล่า
ฮันคยองกำลังจะใช้สมองทั้งหมดเพื่อประมวลเรื่องราว แต่บานประตูไม้ที่เปิดอ้าไว้ก็ชิงคิดได้เสียก่อน ฮันคยองวิ่งกลับไปทางภรรยา แจ้งให้รู้ว่าทงเฮหายตัวไปแล้วก็ตาลีตาเหลือกหาโทรศัพท์เป็นการใหญ่
“ปิดเครื่อง!!”
หนุ่มจีนสบถเสียงดัง คิ้วคู่หนาขมวดเข้าหากันบ่งบอกให้ชาวโลกรู้ว่า กูกำลังเครียด
“ไอ้คยู ทงเฮอยู่กับแกรึเปล่า?”
“ทงเฮจะอยู่กับผมได้ยังงัย ก็พี่บอกว่า........พี่ฮัน อย่าบอกนะว่า......”
ฮันคยองเกาหัวตัวเองเพราะรู้ตัวว่าคิดผิดมหันต์ ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกายิ่งเครียดใหญ่....น้องมันยังไม่เลิกงาน เวรแล้วมั๊ยล่ะกู!!!
“ทำงานให้เสร็จก่อน ส่วนทางนี้ฉันจะจัดการไปก่อน”
“แต่...”
“เข้าใจมั๊ย?!!!!! เรื่องงานของแกสำคัญกว่า ฉะนั้น.....”
“ทงเฮสำคัญกว่า!!! ต่อให้ผมถูกปลดออกจากการเป็นนักร้องผมก็จะไม่ยอมให้ทงเฮต้องเป็นอะไร”
“ไอ้คยู ถ้าแกมา!!!”
“พี่ไม่ต้องขู่ หรือจะเอาจริงอะไรกับผมหรอก.............เพราะไม่ว่ายังงัย ผมก็จะไปหาทงเฮ!”
คยูฮยอนเป็นฝ่ายกดตัดสายไปก่อนบ้าง เขากดเบอร์โทรออกหาทงเฮโดยไม่ต้องคิด เสียงตอบรับจากปลายสายซึ่งไม่ใช่เสียงเจ้าของส่งผลให้ต่อมคลั่งของคยูฮยอนทำงานฉับพลันทันใด
เขายัดมือถือเครื่องจิ๋วลงกระเป๋ากางเกง ผลุนผลันเดินออกไปจากกองโดยไม่แคร์ใครหน้าไหน ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นคนแรกที่ทำตัวต่างที่กั้นจราจรกับคยูฮยอน ชายหนุ่มจ้องตาหยีๆนั้นด้วยแววตาดุดันและส่งสัญญาณอันตรายไปพร้อมกัน ว่าหากมีใครขัดขวาง…
อาจตายภายใน 2 วินาที!!
“หลีกไป”
“คุณคยูฮยอนฮะ คุณจะไปไหนไม่ได้นะ เรายังถ่ายทำกันไม่เสร็จเลย”
“บอกให้หลีกไป ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องรึงัย ฮะ?”
ผู้ชายตัวเล็กทำหน้าบอกอาการไม่ถูก บ้างก็เหลือบตามองนักร้องหนุ่มที่พ่วงตำแหน่งพระเอกดาวรุ่งพุ่งแรงมาหมาดๆ บ้างก็เหลือบไปทางกองถ่ายที่มีอีกสิบกว่าชีวิตมองกลับมาด้วยสีหน้าและสายตาแบบเดียวกัน
โว้ยยย! ไอ้คุณพระเอกมันกำลังจะแผลงฤทธิ์!
“ไม่หลีกใช่มั๊ย?” คยูฮยอนถามเสียงนิ่ง พลางเหลือบหางตาไปข้างๆตัว
โครม!!!
เก้าอี้ตัวที่ใกล้มือที่สุดก็คือเก้าอี้ตัวที่โชคร้ายที่สุด ร่างสูงจับมันทุ่มพื้นคาตากว่า 10 คู่ ตามมาด้วยพรรคพวกเก้าอี้ที่ตามชะตาซวยกันมาติดๆก็แตกกระจายไม่เหลือเค้าความเป็นเก้าอี้เต็มพื้น เสียงโหวกเหวก เสียงกรีดร้องของพวกผู้หญิงดังมาเป็นลูกคู่อย่างลงตัว
คยูฮยอนเตะส่งท้ายซากเก้าอี้แล้วเร่งฝีเท้าจนหลุดออกมาจากกรงที่ขังเขาไว้ทั้งวันได้ ยานพาหนะคู่ใจคือจุดหมายจุดแรก ส่วนอีทงเฮคือจุดหมายจุดที่สอง..จุดหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิต
Lexus คันสีดำขลับวิ่งฉิวฝ่าสายฝนที่โหมกระหน่ำรุนแรง
แต่อีทงเฮใช้ร่างกายตัวเองต้านทานกับเม็ดฝนเย็นเฉียบ
ท้ายที่สุด การได้คุยกับแม่ก็ให้ผลตอบแทนที่เลวร้ายแก่ตัวเขาเอง ยิ่งได้ยินเสียงแม่ก็ยิ่งคิดถึง ยิ่งรู้ว่าแม่รักก็ยิ่งเจ็บปวด
เจ็บที่ไปรักคนที่เค้าไม่รักเรา
สมควรแล้วที่จะถูกพระเจ้าลงโทษแบบนี้ ตกลงมาอีกสิ แค่นี้มันยังน้อยไป แค่นี้มันยังไม่สาสมหรอก แค่นี้ทงเฮยังเจ็บไม่พอหรอก!!
“เฮ้ย!! ไอ้หมวย แกตากฝนมาเหรอเนี่ย!!”
คำตอบสำหรับคำถามนี้ก็คงไม่พ้นสภาพลูกหมาตกน้ำของเพื่อนที่ประจักษ์ด้วยตัวของมันเอง ฮยอกแจรีบพาตัวโชกน้ำฝนของเพื่อนตัวเล็กเข้าบ้านเพราะกลัวว่าถ้าหากเจออากาศหนาวๆข้างนอกเข้าไปอีกแล้วจะพาลป่วยเอา...แต่ฮยอกแจก็ยังความคิดช้าอยู่ดี
“ไอ้หมวย ตัวแกร้อนจี๋เลย ไอ้บ้า ทำอะไรไม่รักตัวเองมั่งห้ะ โอ๊ยๆๆๆ!!” คนตัวบางจับตัวเบาๆของเพื่อนมานั่งจมโซฟาอย่างกับเพื่อนมันเป็นแค่ตุ๊กตา ทงเฮยังนิ่งเงียบไม่ยอมพูดจาจนฉยอกแจวิ่งหน้าตื่นออกมาจากห้องพร้อมผ้าขนหนูผืนใหญ่ 2 ผืนในมือ
ฮยอกแจจัดแจงเช็ดๆๆขยำๆๆผมเส้นบางของเพื่อนให้หมาดลงเร็วที่สุด จากนั้นก็จับเพื่อนถอดเสื้อหนาวตัวเทอะทะออกจากตัวแล้วห่อตัวสั่นๆนั้นไว้ด้วยผ้าขนหนูแห้งสนิทอีกผืน ก่อนจะมานั่งรอเวลาว่าเมื่อไหร่ภูเขาไฟอีทงเฮจะปะทุ
“ฮยอกแจ!!!”
เจ้าของชื่อเกือบจะได้หงายหลังหัวโขกพื้น เพราะอยู่ๆไอ้คนหน้าซีดมันก็โถมตัวเข้าใส่ หน้าเล็กๆซุกอยู่กับพุงแฟ่บๆของเขา ไหล่บางสะท้านแรงจนฮยอกแจต้องใช้แขนตัวเองกอดตอบ
“เออๆ ฉันอยู่นี่แล้วเว้ย ไอ้ไก่ของไอ้หมวยอยู่นี่แล้ว”
“ฮยอกแจ!!........ฮึก!”
“เอ้อ ฉันอยู่นี่งัย ไม่เอาๆอย่าร้องดิ่ ฉันพลอยจะร้องตามนะเว้ย!!”
“ฉันไม่ได้อยากร้อง มันร้องออกมาเอง อยู่ๆมันก็ไหลออกมา อยู่ๆน้ำตามันก็ไหลออกมาเอง...ฮึก”
“โอเคๆ งั้นก็ร้องไปซะ ร้องให้ไอ้น้ำตาบ้ามันไหลออกไปให้หมดเลย”
ก็เราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้ว?
ถึงได้รู้งัย ว่าคนอย่างไอ้หมวยน่ะ ต้องรอให้เครื่องสงบก่อน แล้วค่อยแงะเอาเครื่องในออกมาดูว่ามันมีอะไรเสียหาย
“......”
“โอเคยัง น้ำตาบ้ามันออกไปหมดยัง?”
“อือ”
ฮยอกแจรั้งไหล่บางที่ลดแรงสะเทือนไปมากแล้วออกจากตัว ทิ้งตัวเองลงนั่งบ้างแล้วเค้นถามเพื่อนสนิทด้วยวิธีนิ่มนวล “ตกลงเป็นอะไร โดนใครรังแกมา หืม?”
“โจคยู...........”
คนฟังถึงกับตาเหลือก แต่ก็ต้องระงับอารมณ์เอาไว้ก่อน ..ต้องถามให้รู้เรื่องให้ได้ความ จะใช้อารมณ์เป็นใหญ่ไม่ได้...อีฮยอกแจ
“หมอนั่น ทำอะไร?”
“ทำให้ฉันหลงรัก ทำให้ฉันโกรธเค้าไม่ลง ทำให้ฉันไม่สามารถเกลียดเค้าได้เลย.......” ทงเฮตั้งท่าจะร้องไห้อีกรอบ จนฮยอกแจต้องดึงตัวมากอดอีกหน
“ไม่เอาดิ่ ร้องไห้ไปก็เหนื่อยเปล่า แถมฉันก็ไม่รู้เรื่องซักที ไหนเล่ามาดีๆดิ๊ จะได้ช่วยล้างแค้นงัย”
ทงเฮกลั้นเสียงสะอื้นด้วยการกัดปากล่างจนแดงช้ำ แล้วจากนั้น เขาก็ค่อยๆเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฮยอกแจฟัง
“ไอ้คนเลว ไอ้คนชั่ว ไอ้บ้า ไอ้นรกซาตาน มันเป็นใครถึงมาทำกับเพื่อนฉันแบบนี้!!!”
ทงเฮก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม น้ำตาอีกหยดร่วงผล็อยลงกับพื้นไม้ขัดเงาที่ไม่ค่อยจะโดนใครขัดให้ขึ้นเงา อีฮยอกแจเพิ่งจะรู้ตัวว่าเผลอใช้อารมณ์เข้าให้แล้ว ได้แต่ยิ้มแหย ลดตัวลงนั่งตามเดิม หลังจากที่ก่อนหน้าผุดลุกขึ้นด่าไอ้นักร้องหน้าหล่อเพราะฟังที่ทงเฮเล่าแล้วมันเฮิร์ท
มันจี๊ดเว้ย!!
จี๊ด!!!!
“นี่ แล้วแกจะกลับไปอีกมั๊ยอ่ะ ยังเป็นผู้จัดการหมอนั่นอยู่ไม่ใช่เหรอ?”
จะมาถามอะไรตอนนี้ แค่นี้สมองของทงเฮก็สับสนไม่รู้จะหาทางออกยังงัยแล้ว....ทงเฮตอบไม่ได้หรอกว่าจะกลับไปมั๊ย? รู้แค่ว่า
ทงเฮขาดคยูฮยอนไม่ได้
(( ทงเฮ !! ทงเฮ !! นายอยู่ในนั้นใช่มั๊ย? ทงเฮ! ))
“ไอ้ทงเฮ......ได้ยินมั๊ย?”
ร่างบางสะดุ้งนิดๆ เบื้องหลังคือหน้าต่างที่ถูกกั้นไว้ด้วยกระจก เพียงแค่หันกลับไปก็จะได้เห็นคนๆนั้นแล้ว แค่หันกลับไป....
“โจคยูนี่หว่า เฮ้ย! บ้ารึเปล่าเนี่ย มายืนตากฝน....” ฮยอกแจสะดุดกลางคัน เขายกมือขึ้นปิดปากและหันหน้ามาทางทงเฮ “ทงเฮ..........”
คนถูกเรียกไม่ได้หันไปมอง ทั้งเพื่อน ทั้งคนที่ยืนอยู่ข้างล่างนั้น ....ทงเฮไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ไม่รู้เลย
“เฮ้อ!!” ฮยอกแจพ่นลมออกจมูกเพราะคิดไม่ตก เพิ่งจะตะโกนด่าเมื่อกี๊ก็ใช่ ก็ยอมรับ แต่พอเห็นความพยายามแบบนี้มันก็ใจอ่อนว่ะ
แล้วไอ้หมวยล่ะ ใจแกจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยหรืองัย?
ฮยอกแจมองเพื่อนที่เอาแต่นั่งนิ่งไม่สนใจต่อเสียงเรียกจากเบื้องล่าง ผิดกับตัวเขาเองที่ชะเง้อคอมองลงไปตั้งหลายรอบ “ทงเฮ.........”
น้ำตาของทงเฮกำลังจะไหลออกมาอีกแล้ว
ไอ้น้ำตาบ้า...ทำไมถึงได้หลงตัวเองแบบนี้นะ
คิดว่าตัวเองน่ามองนักหรืองัย ถึงได้ชอบออกมาอวดตัวบ่อยๆแบบนี้!!!
บ้าเอ๊ย!
“ทงเฮ ! ทงเฮ ! ฉันขอโทษนะ” คยูฮยอนตะโกนด้วยเส้นเสียงทั้งหมดที่มี เขารู้ดีว่าถึงจะเข้าไปยืนตะโกนอยู่หน้าประตูบ้านทงเฮก็ไม่มีวันออกมาเจอหน้าเขา ถึงต้องทำแบบนี้งัย
เรียกร้องความสนใจแบบนี้
“ใช่ฉันยอมรับว่าฉันมันไม่ดีหรอก ทำร้ายทั้งจิตใจ ทำร้ายทั้งร่างกาย ทำร้ายนายทุกอย่าง แต่ฉัน......ฉันมันเลว โอเค ฉันไม่โกรธหรอกถ้านายจะด่าฉันแบบนั้น แต่ว่า...............”
ไม่สนแล้ว ทิฐิบ้าบออะไรนั่น รู้แค่อยากเจอนาย...อีทงเฮ
อยากจะพูดคำว่าขอโทษให้นายฟัง
อยากจะบอกคำว่ารัก ไม่ว่านายเชื่อมันหรือไม่
แต่ถึงนายจะไม่ฟัง ฉันก็อยากจะพูด ไม่รู้ว่ามันสายไปมั๊ย?
แต่ฉัน.....
“ก็ได้ ฉันยอมรับแล้วว่าฉันรักนาย ฉันรักนายนะอีทงเฮ!!!”
“อีทงเฮ!!! ได้ยินมั๊ยว่าฉันรักนาย ฉันขอโทษที่ฉันทำไม่ดีกับนายทุกเรื่อง ฉันไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นเพราะความโง่ของฉันเอง ฉันไม่คิดว่าฉันจะรักนายได้มากขนาดนี้ นั่นเพราะฉันไม่เคยรักใคร”
“แต่ทงเฮ........ตอนนี้ฉันไม่ใช่โจวคยูฮยอนคนเดิมอีกแล้วนะ ตอนนี้ฉันรู้ว่าฉันรักนาย แล้วฉันก็ยอมรับมันด้วยหัวใจของฉันแล้วว่าฉันรักนาย ตอนนี้ก็เหลือแค่..........”
“เหลือแค่.........แค่นายจะเข้าใจมัน อีทงเฮ”
“ไอ้หมวย..........แกได้ยินแล้วใช่มั๊ย?” ฮยอกแจลูบหลังคนตัวเล็กที่นั่งกอดเข่าตัวเองร้องไห้อย่างสาหัส อีทงเฮร้องไห้หนักจนหวั่นว่าน้ำตาจะกลายเป็นสายเลือด ฮยอกแจทำได้แค่มองสลับระหว่างบานหน้าต่างที่พร่ามัวไปด้วยละอองน้ำฝน กับกลุ่มเส้นผมที่น้ำตาลของทงเฮ
“อย่าทำร้ายตัวเองเลยทงเฮ ในเมื่อเค้าบอกว่ารักแกมากมายขนาดนั้น แกก็ไม่ควรปฏิเสธเค้าเพราะว่าแกยังรักเค้า ใช่มั๊ย? แกยังรักโจคยูของแก ทงเฮ....ไม่เอานะ อย่าทำแบบนี้สิ”
“........”
“ไอ้ทงเฮ ฉันทนแกไม่ไหวแล้วนะ!!”
แต่ฮยอกแจก็ต้องเป็นพิการชั่วคราวเพราะอยู่ๆคนตัวเล็กก็ผุดลุกขึ้นจากโซฟานุ่มแล้ววิ่งตัดหน้าเขาออกไป อีทงเฮวิ่งผ่านสายฝนที่ไม่คิดปราณีใครหน้าไหน ร่างของคยูฮยอนอยู่ตรงหน้า เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น ทงเฮ.....
ทงเฮ....อีทงเฮ
นั่นอีทงเฮกำลังวิ่งมาหาฉันใช่มั๊ย?
แต่ทำไมฉันถึงได้เหนื่อยแบบนี้นะ......เหนื่อยเหลือเกิน
พุ่บ!!
“คยูฮยอน!!!!”
End of part 8
เรื่องไม่ดีไม่จำ : Peck Aof Ice
กาเท่เร่ :: จบไปอีกตอน หวังให้มันเป็นพาร์ทที่อ่านสบายๆนะ แต่คงจะมีบางคนที่เครียดแหงๆ ก็เห็นว่าเครียดติดต่อกัน 3 พาร์ทแล้ว พักเหนื่อยกันหน่อย เตรียมสู้กับฉากสวีทเนอะ คริๆ
เอาล่ะค่ะ ขาดไม่ได้เลย ถ้าจะไม่ขอบคุณคอมเม้นและการติดตามเนี่ย
อยู่ด้วยกันมาครึ่งเรื่องละ ขอบคุณจริงๆ ยังงัยก็ติดตามกันต่อไปเรื่อยๆนะ!!
แถม
จิ้นเองเน่อ ^^
ปล. ปิงบุ๊คมีให้โหวตคู่ Y ที่เราชื่นชอบ มี คยูเฮ ด้วยล่ะค่ะ เพื่อนๆ!!!!!
ไปโหวตกันนะคะ อยู่หน้า main ทางฝั่งขวา ข้างล่างนิดๆจ้ะ !
(ถึงจะแพ้ คิเฮ และ ยุนแจ แต่ขอแค่มีคะแนนก็พอโน๊ะ? อิอิ)
+ ขอบคุณ แขกรับเชิญ โอซึงออ หึหึ


พาร์ทนี้รู้สึกว่าซองมินจะทำตัวน่ารักผิดปกติ
มีการแบ่งขนมชิ้นใหญ่ให้พี่เตี้ยด้วย >"<
น่ารักคะไอนู๋ แล้วมีมาชมอีก กี้ชอบแฟน ( ? )
ให้เด็กฟัง 55555555555 ~ เอ่อ เพื่อนซองมิน
ก๊ากกกกกกกกกก เรียวฮุคกับชินดง อยากไปเล่นด้วยอะ
เออใช่มีแม่ซองมินด้วย ลืมไปเลย อยากเห็นหน้าอะ
ทำมัยสามีหล่อจังคะ ชาติที่แล้วทำบุญมาด้วยอารัยหรอ ก๊าก +
เว่ยยยยยยย ตอนแรกที่โทรไปหา คิดว่าทงเฮจะโทรหากี้
ที่ไหนได้พี่ทงฮวา เอ่อ คนอ่านนี้กรี๊ดมากๆ ไม่คิดว่าพี่ชายจะมาโผล่
ดีใจกว่าโทหากี้อีกอะ อ้าว 555555555 >< เป็นหมอที่หล่อที่สุดในหมู่บ้าน
คะ เชื่อสนิท หล่อกว่าน้องชายอีก ( อ้าวอีนี่ 555555 ) อยากจะไปเช็คสมองกับพี่ทงฮวา
อยากจะไปเช็คความบ้า พี่ขา หัวสมองนู่ มีแต่หน้าน้องชายพี่ พี่ว่านู่บ้ารึป่าวค้ะ ?
5555555555555555 ( บ้า )
เอ่อ พี่น้ำทิ้งปริศนามากเลยพี่ ต่อวันนี้เลยได้มั้ยเนี่ยห๊ะ
อารมค้าง ค้างกว่าพาร์ทที่แล้วอีกเหอะพี่เอ๊ยยยยยยยยย ย
แต่แบบตอนแรกที่ทงเฮไม่สบายอะ สงสารอะ T^T
แต่กี้นี่แบบ ทำอารัยไม่ถูก นึกภาพออกเลยอะ สงสารก้อแต่ฮันคยอง
ไอคาสโนว่าหน้าตาอบอุ่น เดือดร้อนอีก ตกลงเรื่องนี้ป๋าเป็นพ่อ
หรือพี่ชายคุณคยูฮยอนเนี่ย 5555555555 เดือดร้อนถึงป๋าทุกคราไป
ป๋าช่างเป็นคนดี ,,,, ทำเพื่อน้อง ว๊าวววว 555555555
ตอนนี้แบบว่ากี้ยอมบอกความจริงแล้ว ความจริงออกมาจากปากแล้ว
ทงเฮก้อคงใจอ่อน เพราะวิ่งลงไปแล้ว แต่ พี่จะทิ้งปริศนาไว้ทำมัยค๊ะ
มันค้างคาในหัวใจดวงน้อยๆ (? ) ทงเฮล้มรึป่าว แบบไม่สบายอยู่
วิ่งกลางสายฝนพรำๆ ทงเฮเอ๊ยยยยยยย เอ่อ อีกอย่างนึง
แล้วถ้า 2 คนนี้ดีกันแล้ว พี่ข๊าาาาา ซีวอนล่ะคะ ?
อ๊ายยยยยยยยย แล้วพี่ฉ่อยจะช้ำใจมั้ยอะ T^T
เด๋วน้องไหปลอบมั้ยค้ะ พี่ฉ่อยยยยยยยยยยย T^T
รออ่านพาร์ทหน้านะคะ รีบต่อเถิด 55555555555555
#1 By chiippiez on 2008-05-18 17:03